Banner
โค่นอำนาจวงศ์ตระกูลของศาลบูชาบรรพชน และหัวหน้าวงศ์ตระกูล โค่นอำนาจเทวดาของเจ้าพ่อหลักเมืองและพระภูมิเจ้าที่ โค่นอำนาจชายผู้เป็นสามี PDF Print E-mail
Written by กองบรรณาธิการ   
Monday, 23 November 2009 11:14
          ตามธรรมดา ชายจีนต้องอยู่ใต้การครอบงำของอำนาจที่เป็นระบบ ๓ ชนิด กล่าวคือ (๑) ระบบรัฐ (อำนาจรัฐ) นับจากของประเทศหนึ่ง มณฑลหนึ่ง อำเภอหนึ่ง ตลอดจนของตำบลหนึ่ง; (๒) ระบบวงศ์ตระกูล (อำนาจวงศ์ตระกูล) นับจากของศาลบูชาบรรพชน สาขาศาลบูชาบรรพชน ตลอดจนของหัวหน้าครอบครัว; (๓) ระบบยมโลก นับจากของยมราช เจ้าพ่อหลักเมือง ตลอดจนของพระภูมิเจ้า และระบบเทวดา นับจากของเง็กเซียนฮ่องเต้ ตลอดจนของเทวดานางไม้ทั้งหลาย ซึ่งเรียกรวมกันว่าระบบผีสางเทวดา (อำนาจเทวดา)

          ส่วนหญิงนั้นนอกจากอยู่ใต้การครอบงำของอำนาจ ๓ ชนิดดังกล่าวแล้ว ยังอยู่ใต้การครอบงำของชาย (อำนาจสามี) อีกด้วย อำนาจ ๔ ชนิด อันได้แก่อำนาจรัฐ อำนาจวงศ์ตระกูล อำนาจเทวดา และอำนาจสามีนี้ เป็นตัวแทนความคิดและระบอบพ่อบ้าน ศักดินาทั้งหมด เป็นเชือกใหญ่ยิ่ง ๔ เส้นที่ผูกมัดประชาชนจีน โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือชาวนา ในชนบทชาวนาได้โค่นอำนาจรัฐของเจ้าที่ดินลงไปอย่างไรนั้น ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น อำนาจรัฐของเจ้าที่ดินเป็นแกนแห่งอำนาจทั้งปวง เมื่ออำนาจรัฐของเจ้าที่ดินถูกโค่นลงไปแล้ว อำนาจวงศ์ตระกูล อำนาจเทวดาและอำนาจสามีก็พลอยโยกคลอนไปหมด

          ในท้องที่ที่สมาคมชาวนาเรืองอำนาจ พวกหัวหน้าวงศ์ตระกูลและผู้ดูแลทรัพย์สินศาลบูชาบรรพชนไม่กล้ากดขี่ลูกหลานในวงศ์ตระกูล และไม่กล้าโกงกินเงินของศาลบูชาบรรพชนอีกต่อไป หัวหน้าวงศ์ตระกูลและผู้ดูแลทรัพย์สินศาลบูชาบรรพชนตัวร้าย ๆ ได้ถูกโค่นไปโดยถือเป็นเจ้าถิ่นและผู้ดีเลวร้ายแล้ว การลงโทษทางร่างกายและการลโทษประหารชีวิตอย่างทารุณโหดร้ายในศาลบูชาบรรพชนเมื่อก่อนนี้ เช่น “โบยก้น” “ถ่วงน้ำ” “ฝังทั้งเป็น” เป็นต้น ก็ไม่กล้านำออกใช้อีกแล้ว

          ธรรมเนียมเก่าที่หญิงและคนจนจะเข้าไปกินโต๊ะในศาลบูชาบรรพชนไม่ได้นั้นก็ถูกเลิกล้มไป บรรดาผู้หญิงในท้องที่ไป๋กว่ออำเภอเหิงซานได้ยกขบวนเฮโลเข้าไปในศาลบูชาบรรพชน นั่งลงแล้วก็กินเหล้ากัน พวกผู้ใหญ่ในวงศ์ตระกูลก็ได้แต่ปล่อยไปตามเรื่องของเจ้าหล่อน ในท้องที่อีกแห่งหนึ่ง เนื่องจากห้ามชาวนาจนเข้าไปกินโต๊ะในศาลบูชาบรรพชน ชาวนาจนกลุ่มหนึ่งจึงเฮโลเข้าไปกินเหล้ากินอาหารกันยกใหญ่ เล่นเอาพวกเจ้าถิ่น ผู้ดีเลวร้าย และซินแสในชุดเสื้อยาวทั้งหลายตกใจกลัวจนเผ่นหนีกันไปหมด ความคลอนแคลนของอำนาจเทวดาได้แผ่กว้างออกไปตามการขยายตัวของการเคลื่อนไหวชาวนา

          ในท้องที่หลายแห่ง สมาคมชาวนาได้ยึดเอาศาลเจ้าเป็นสำนักงานของสมาคม สมาคมชาวนาทุกแห่งต่าเสนอให้เบิกเอาทรัพย์สินของศาลเจ้ามาตั้งโรงเรียนชาวนา มาเป็นค่าใช้จ่ายสำหรับสมาคมชาวนา โดยเรียกว่า “ทุนสาธารณะจากความเชื่อถืองมงาย” ในหลี่หลิง การห้ามการเชื่อถืองมงายและทำลายเทวรูปแพร่หลายทีเดียว ในเขตต่าง ๆ ทางเหนือห้ามทำพิธีแห่งเจ้าพ่อขับผีห่า ในศาลเจ้าดอยฟู่ปอที่ลู่โข่วมีเทวรูปอยู่มากมายหลายองค์ เนื่องจากสถานที่ไม่พอในการตั้งสำนักงานพรรคก๊กมินตั๋งประจำเขต จึงได้ขนเอาเทวรูปทั้งองค์เล็กองค์ใหญ่ไปกองไว้ที่มุมห้อง ก็ไม่เห็นชาวนาว่ากระไร ตั้งแต่นั้นมา บ้านใครมีคนตาย ก็น้อยนักที่จะมีการทำพิธีเซ่นไหว้ ทำกงเต๊กและถวายโคมศักดิ์สิทธิ์กันอีก เพราะว่าเรื่องนี้ซุนเสี่ยวซานประธานคณะกรรมการสมาคมชาวนาเป็นผู้ริเริ่ม

          พวกนักบวชลัทธิเต๋าในถิ่นนั้นจึงเกลียดชังซุนเสี่ยวซานกันมาก ที่วัดนางชีหลุงเพิ่งอานในเขตเหนือที่ ๓ ชาวนาและครูโรงเรียนประถมได้ผ่าเอาเทวรูปไม้ต่างฟืนต้มเนื้อกิน เทวรูป ๓๐ กว่าองค์ในวัดตุงฟู่ที่เขตใต้ถูกนักเรียนและชาวนาช่วยกันเผาทิ้งเสียหมด เหลือแต่เทวรูป “เจ้าพ่อเป้าบุ้นจิ้น” องค์เล็ก ๆ ๒ องค์ ถูกชาวนาผู้เฒ่าคนหนึ่งแย่งเอาไป พลางว่า “อย่าทำบาป!” ในท้องที่ที่อิทธิพลชาวนาอยู่ในฐานะมีอำนาจเหนือ ผู้ที่นับถือเทวดาก็มีแต่ชาวนาผู้เฒ่าผู้แก่และหญิงเท่านั้น ส่วนชาวนาวัยหนุ่มสาวและวัยฉกรรจ์ไม่นับถือกันแล้ว ในสมาคมชาวนา ชาวนาวัยหนุ่มสาวและวัยฉกรรจ์เป็นผู้กุมอำนาจ เพราะฉะนั้นการโค่นอำนาจเทวดา การทำลายการเชื่อถืองมงายจึงทำกันทั่วทุกแห่งหน แต่ไหนแต่ไรมา

          อำนาจสามีในหมู่ชาวนาจนนั้นค่อนข้างเบาบางสักหน่อย เพราะว่าในทางเศรษฐกิจหญิงชาวนาจนจำต้องเข้าร่วมการใช้แรงงานมากกว่าหญิงในชนชั้นมั่งมี ดังนั้นสิทธิในการพูดและแม้กระทั่งสิทธิในการตัดสินเรื่องภายในครอบครัวของพวกเธอจึงค่อนข้างมากสักหน่อย ครั้นไม่กี่ปีมานี้ เศรษฐกิจในชนบทนับวันแต่จะล้มละลาย เงื่อนไขพื้นฐานที่ชายควบคุมหญิงนั้นก็ถูกทำลายไปด้วย เมื่อเร็ว ๆ นี้พอการเคลื่อนไหวชาวนาเกิดขึ้น ในท้องที่หลายแห่ง หญิงก็พลอยจัดตั้งสหพันธ์สตรีชนบทขึ้น

          โอกาสที่หญิงจะเงยหน้าอ้าปากได้มาถึงแล้ว อำนาจสามีเลยง่อนแง่นลงทุกวัน รวมความว่าเมื่ออำนาจชาวนาถีบตัวสูงขึ้น ความคิดและระบบพ่อบ้านแบบศักดินาทั้งปวงก็พลอยสั่นคลอนไปด้วย แต่ในระยะปัจจุบันนี้ กำลังของชาวนารวมศูนย์อยู่ที่ทำลายอำนาจการเมืองของเจ้าที่ดิน ท้องที่ใดที่อำนาจการเมืองของเจ้าที่ดินถูกทำลายหมดสิ้นไปแล้ว ท้องที่นั้นชาวนาก็จะเปิดฉากโจมตีการครอบงำวงศ์ตระกูล การครอบงำเทวดาและความสัมพันธ์ระหว่างชายหญิง ๓ สิ่งนี้ แต่การโจมตีนี้ ปัจจุบันเพียงแต่เป็นการ “เริ่มต้น” เท่านั้น

          การที่จะโค่น ๓ สิ่งนี้ลงไปให้หมดนั้น ยังจะต้องรอให้การต่อสู้ทางเศรษฐกิจของชาวนาได้รับชัยชนะอย่างสมบูรณ์เสียก่อน ด้วยเหตุนี้ ในปัจจุบันสำหรับชาวนานั้น เราจะต้องนำพวกเขาทำการต่อสู้ทางการเมืองอย่างเต็มกำลัง เพื่อจะได้โค่นอำนาจเจ้าที่ดินให้ถึงที่สุด ต่อจากนั้นก็เริ่มการต่อสู้ทางเศรษฐกิจในทันที เพื่อจะได้แก้ปัญหาที่ดินและปัญหาเศรษฐกิจอื่น ๆ ของชาวนาจนในขั้นมูลฐาน ส่วนการทำลายลัทธิวงศ์ตระกูล ความเชื่อถืองมงายและความสัมพันธ์ระหว่างชายหญิงที่ไม่ถูกต้องนั้น เป็นผลที่เกิดขึ้นเองภายหลังที่การต่อสู้ทางการเมืองและการต่อสู้ทางเศรษฐกิจได้ชัยชนะแล้ว

          ถ้าหากใช้กำลังในการทำลายสิ่งเหล่านี้มากเกินไปอย่างทื่อ ๆ และฝืน ๆ แล้ว ก็จะถูกพวกเจ้าถิ่นและผู้ดีเลวร้ายฉวยเอาเป็นข้ออ้างในการทำลายการเคลื่อนไหวชาวนา โดยยกเอาคำขวัญโฆษณาที่ปฏิปักษ์ปฏิวัติออกมา เช่น “สมาคมชาวนาอกตัญญูต่อบรรพชน” “สมาคมชาวนาเหยียดหยามเทวดาและทำลายศาสนา” “สมาคมชาวนาให้เอาเมียเป็นของกลาง” เป็นต้น การที่เมื่อเร็ว ๆ นี้ในอำเภอเซียงเซียงมณฑลหูหนานและในอำเภอหยางซินมณฑลหูเป่ยได้เกิดเรื่องเจ้าที่ดินใช้ประโยชน์จากเรื่องที่ชาวนาคัดค้านการทำลายเทวรูปนั้น ก็เป็นพยานหลักฐานที่เด่นชัด อันเทวรูปนั้น ชาวนาเป็นผู้ประดิษฐานขึ้นเอง เมื่อถึงเวลาที่แน่นอนแล้ว ชาวนาก็จะโยนเทวรูปเหล่านี้ทิ้งไปด้วยมือของเขาเอง ไม่ต้องมีใครอื่นไปโยนทิ้งแทนพวกเขาก่อนที่จะถึงเวลาอันควร นโยบายโฆษณาของพรรคคอมมิวนิสต์ที่มีต่อสิ่งเหล่านี้ ควรจะะเป็นไปในทำนอง “ง้างคันศรงอนโก่งให้เต็มแล้ว วางท่าแน่แต่ยั้งยังมิปล่อย”๑๙ เทวรูปนั้นต้องให้ชาวนาโยนทิ้งเอง ศาลบูชาพรหมจาริณีผู้พลีชีพและซุ้มประตูหญิงหม้ายผู้ภักดีและหญิงกตัญญูก็ต้องให้ชาวนาทำลายเสียเอง คนอื่นไปทำแทนนั้นไม่ถูก

         เมื่ออยู่ในชนบท ข้าพเจ้าก็เคยโฆษณากับชาวนาให้เลิกเชื่อถืองมงาย

          ข้าพเจ้าพูดว่า :“เชื่อดวงชะตาก็หวังจะมีโชคดี เชื่อฮวงซุ้ยก็หวังจะให้ที่ฝังศพบรรพชนเป็นศิริมงคล สภาพชั่วเวลาไม่กี่เดือนในปีนี้พวกเจ้าถิ่น ผู้ดีเลวร้ายและข้าราชการฉ้อราษฎร์บังหลวงได้ล้มครืนไปพร้อมกันหมด จะว่าก่อนหน้านี้ไม่กี่เดือน พวกเจ้าถิ่น ผู้ดีเลวร้ายและข้าราชการฉ้อราษฎร์บังหลวงยังโชคดีทุกคน ที่ฝังศพบรรพชนก็ยังเป็นศิริมงคลอยู่ พอไม่กี่เดือนมานี้เกิดโชคร้ายอย่างกระทันหันทุกคน ที่ฝังศพบรรพชนเกิดไม่เป็นศิริมงคลพร้อม ๆ กันอย่างนั้นหรือ?

          คำพูดของพวกเจ้าถิ่นและผู้ดีเลวร้ายที่บรรยายสมาคมชาวนาของพวกคุณก็คือ “ช่างบังเอิญเสียจริง เดี๋ยวนี้มันเป็นโลกของกรรมการแล้ว ดูซิ จะเยี่ยวทีก็เจอแต่กรรมการ” ถูกทีเดียว ในเมืองในชนบท ในสหบาลกรรมการ ในสมาคมชาวนา ในพรรคก๊กมินตั๋ง ในพรรคคอมมิวนิสต์ ไม่มีที่ไหนสักแห่งที่ไม่มีกรรมการบริหาร มันเป็นของโลกของกรรมการจริง ๆ แต่นี่ก็เกิดจากดวงชะตาและที่ฝังศพกระนั้นหรือ?

          บังเอิญเสียจริง! พวกยาจกในชนบทเกิดชะตาขึ้นกันอย่างฉับพลัน ที่ฝังศพก็เกิดบันดาลศิริมงคลกันขึ้นอย่างปัจจุบันทันด่วน! เทวดาน่ะหรือ?

          น่านับถือมากอยู่ดอก แต่ถ้าไม่เอาสมาคมชาวนา เอาแต่เจ้าพ่อกวนอูกับพระโพธิสัตว์กวนอิมจะสามารถโค่นพวกเจ้าถิ่นและผู้ดีเลวร้ายได้หรือ?

          บรรดาเจ้าพ่อและโพธิสัตว์ทั้งหลายก็น่าสงสาร เซ่นไหว้กันมาหลายร้อยปี ก็ไม่เคยช่วยพวกคุณโค่นเจ้าถิ่นและผู้ดีเลวร้ายลงเลยสักคน! เวลานี้พวกคุณอยากจะให้ลดค่าเช่านา ขอถามเถอะว่าพวกคุณมีทางอย่างไร เชื่อเทวดาหรือว่าเชื่อสมาคมชาวนา?”

          คำพูดของข้าพเจ้าเหล่านี้ ทำเอาชาวนาหัวเราะไปตาม ๆ กัน.

Last Updated on Monday, 23 November 2009 11:21