Banner
สรุป MOU ไทย-จีนปี 2551 คาดปีหน้าการเมืองสงบ-กระชับสัมพันธ์มากขึ้น
Thursday, 22 January 2009 00:00
ที่มา : ผู้จัดการ 360° รายสัปดาห์



หลังการฉลองความสัมพันธ์ไทย-จีน ครบรอบ 30 ปีไป เมื่อช่วงวันที่ 1 กรกฎาคม 2548 ถือเป็นช่วงปีที่ไทยและจีน ได้เดินหน้าความสัมพันธ์ร่วมกันในด้านต่างๆ มากที่สุด จนปี 2551 นี้หลายกระทรวงก็ยังมีการลงนามความร่วมมืออย่างต่อเนื่องกับจีนในเกือบทุกด้าน...

บัวแก้วพิจารณาร่วมกงสุลฯ

เริ่มต้นจากกระทรวงต่างประเทศนับว่าเป็นกระทรวงที่มีบทบาทเด่นชัดในการสาน สัมพันธ์ร่วมไทย-จีน โดยเฉพาะความสัมพันธ์ทางการทูตเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2548 ซึ่งได้ผ่านมาแล้วถึง 33 ปี และที่ผ่านมา ได้เป็นเจ้าภาพในการลงนามความร่วมมือภายใต้กรอบการค้าระหว่างประเทศหลายกรอบ เช่น ASEAN-China Annual Consultation  ASEAN+3  ARF  ASEM รวมทั้ง FTA ไทย-จีน (Early Harvard)

สำหรับในปี 2551 นี้ กระทรวงต่างประเทศไม่ได้มีการลงนามความร่วมมือกับจีน แต่ทางจีนได้นำเสนอและขอความร่วมมือด้านความตกลงด้านการกงสุลระหว่างไทย-จีน ซึ่งขณะนี้อยู่ในการพิจารณาของประเทศไทย

พาณิชย์ลงนามร่วมลงทุน

ในส่วนกระทรวงพาณิชย์ นับว่าเป็นหน่วยงานหลักในการขับเคลื่อนความร่วมมือไทย-จีนที่สำคัญอีกหน่วย งานหนึ่ง โดยหลังจากมีการลงนามในกรอบความตกลงการเปิดเสรีด้านการค้าบริการภายใต้ความ ตกลงการค้าเสรี อาเซียน-จีน ซึ่งจะมีรายละเอียดย่อยเป็นความตกลงอีก 3 ฉบับได้แก่ ความตกลงการเปิดเสรีการค้าสินค้า ความตกลงการเปิดเสรีการค้าบริการ และการเปิดเสรีการลงทุน ซึ่งในปี 2550 ได้มีการลงนามร่วมในความตกลงด้านการค้าสินค้าและการค้าบริการไปแล้ว 2 ฉบับ ปี 2551 นี้จึงได้เตรียมการลงนามร่วมในความตกลงด้านการลงทุน ซึ่งขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างนำเสนอการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร

นอกจากนี้ ยังอยู่ระหว่างการนำเสนอ MOU ความร่วมมือด้านการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญากับทางสภาผู้แทนราษฎร์เช่น เดียวกัน

ร่วมทุนสร้างสะพานข้ามโขง

ภายใต้ความร่วมมือด้านคมนาคม ความตกลงล่าสุดเกิดขึ้นเมื่อปี 2550 เป็นบันทึกความเข้าใจระหว่างไทย-ลาว-จีน เกี่ยวกับการก่อสร้างสะพานเชียงของ-ห้วยทราย ซึ่งเป็นสะพานที่จะสร้างขึ้นเพื่ออำนวยความสะดวกในการข้ามแม่น้ำโขง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการจัดสร้างเส้นทาง R3e คุนหมิง-กรุงเทพ

สธ.มุ่งผสมผสานทางแพทย์

ความร่วมมือด้านการแพทย์ระหว่างไทย-จีน ถือเป็นความร่วมมือที่น่าจับตามองไม่น้อยกว่าสาขาอื่นๆ โดยกระทรวงสาธารณสุขไทยได้ตั้งเป้าวางรากฐานระบบการรักษาพยาบาลแบบผสมผสาน ทั้งตะวันตกและตะวันออกในทุกโรงพยาบาลของรัฐ

กระทรวงสาธารณสุขไทยได้ขอความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยการแพทย์แผนจีนเซี่ยงไฮ้ เปิด หลักสูตรการฝังเข็มพื้นฐาน และร่วมกับมหาวิทยาลัยการแพทย์แผนจีนเฉิงตู มณฑลเสฉวน จัดอบรมหลักสูตรการฝังเข็มพื้นฐาน ซึ่งมีแพทย์จบการอบรมแล้ว 900 ราย ซึ่งแพทย์ไม่น้อยกว่า 400-500 รายได้นำความรู้ไปใช้ในการผสมผสานกับการรักษาพยาบาลแผนปัจจุบันแล้ว

ปี 2551 นี้ ได้ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยการแพทย์แผนจีนเฉินตู เปิดหลักสูตรฝังเข็มในเชิงลึก และหลักสูตรอายุกรรมแพทย์แผนจีน และเตรียมจัดอบรมหลักสูตรจัดกระดูกและกล้ามเนื้อที่เจรจาเสร็จแล้ว และกำลังจะเริ่มเปิดการอบรมในไม่ช้านี้ด้วย

สกว.ร่วมวิจัย-สมุนไพรเป็นยา

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ได้เดินหน้าความร่วมมือด้านการวิจัยสมุนไพรกับจีนด้วยเช่นกัน โดยหวังว่าการสร้างเครือข่ายความร่วมมือวิจัยสมุนไพรนี้จะนำไปสู่การพัฒนา เป็นยา และสร้างองค์ความรู้ด้านพัฒนาสมุนไพรเป็นยาให้เป็นระบบมากขึ้นโดยจะร่วมมือ กันกับนักวิจัยชั้นนำที่นครเฉิงตู โดยข้อแม้ของทั้ง 2 ประเทศคือจะต้องเป็นโครงการที่มีทั้งนักวิจัยไทยและจีน และต้องเห็นชอบร่วมกัน โดยฝ่ายจีนโดย Natural National Science Foundation มอบทุนสนับสนุน 1 ล้านหยวน

กระทรวงท่องเที่ยวและการกีฬา


มี 1 โครงการความร่วมมือ คือ แผนปฏิบัติการความร่วมมือว่าด้วยความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ไทย-จีน ระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทย และรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ปี พ.ศ.2550-2554 ซึ่งมีรายละเอียดในเรื่องการท่องเที่ยว ที่สำคัญคือจะมีการเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวสองทางให้เป็น 4 ล้านคนในปี 2553

สร้างศูนย์วัฒนธรรมจีนในไทย

ตามด้วยกระทรวงวัฒนธรรมไทยได้ลงนามในแผนปฏิบัติการว่าด้วยความร่วมมือทาง วัฒนธรรมระหว่าง กระทรวงวัฒนธรรมแห่งราชอาณาจักรไทย และ กระทรวงวัฒนธรรมแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ระยะ 3 ปี 2551-2553 ใจความสำคัญของการร่วมมือนี้จะมีการพัฒนาความร่วมมือในทุกด้านโดยเฉพาะการ แลกเปลี่ยนบุคลากรของงานวัฒนธรรมและศิลปะทุกสาขา รวมถึงภาพยนตร์ ศาสนา และเยาวชน และแลกเปลี่ยนการแสดงของทั้ง 2 ประเทศ รวมทั้งจัดสร้างศูนย์วัฒนธรรมจีนในประเทศไทย และจัดตั้งศูนย์วัฒนธรรมไทยในประเทศจีน

ศธ.เร่งพัฒนาครูสอนจีน

ปี 2551 กระทรวงศึกษาธิการ ถือว่าเป็นอีกหน่วยงานหนึ่งที่ เดินหน้าความร่วมมือด้านการศึกษาร่วมกับสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยได้มีความร่วมมือ 5 โครงการด้วยกัน ได้แก่

1.กระทรวงศึกษาธิการจีนสนับสนุนการจัดหลักสูตรฝึกอบรมภาษาจีนให้แก่ครูไทย แบ่งเป็นครูสังกัดสำนักงานคณะกรรมการอาชีวศึกษา จำนวน 20 คน ครูสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน จำนวน 150 คน และครูสังกัดสำนักบริหารงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน จำนวน 120 คน

2.รัฐบาล จีนจัดส่งครูอาสาสมัครจีนมาสอนในสถานศึกษาของไทย เพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนครูภาษาจีน แบ่งเป็น สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา 70 คน สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน 380 คน สำนักบริหารงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน 330 คนสำนักงานคณะกรรมการอาชีวศึกษา 20 คน และสถาบันขงจื้อ 70 คน

3.รัฐบาล จีนสนับสนุนการจัดตั้งสถาบันขงจื้อในสถาบันอุดมศึกษา 12 แห่ง และห้องเรียนขงจื้อในโรงเรียนมัธยมศึกษา 1 แห่ง ต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2550 ถึง ปี 2551

4.รัฐบาลจีนได้ตั้งโครงการ Heart-to Heart Partnership Programme เพื่อถ่ายทอดสปิริตของกีฬาโอลิมปิก เสริมสร้างความเข้าใจอันดี และส่งเสริมมิตรภาพระหว่างเยาวชนจีนกับเยาวชนต่างชาติ โดยจัดให้โรงเรียนปากเกร็ดเข้าร่วมโครงการดังกล่าว กับโรงเรียนมัธยมรถไฟปักกิ่งที่ 2 (Beijing No.2 Railway Middle School)

5.โครงการ พัฒนาครูสอนภาษาจีน ปี 2551 ซึ่งถือเป็นปีแรกที่รัฐบาลจีนได้ให้ให้โควตา นักเรียนที่จบภาษาจีนไปศึกษาต่อด้านวิชาชีพครูที่ประเทศจีน จำนวน 130 คน ระยะเวลา 1 ปีการศึกษาด้วย

ส่งนักบินสำรวจอวกาศร่วมจีน

สำหรับกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ปี 2551 นี้ได้มีการลงนามในแผนปฏิบัติการว่าด้วยความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ไทย-จีน ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม ที่สำคัญจะมีความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีระหว่างไทย-จีน 3 ด้าน คือ ด้านเทคโนโลยีชีวภาพ ด้านอิเล็กทรอนิกส์ และด้านเคมี

โดยด้านเทคโนโลยีชีวภาพ จะร่วมมือวิจัยยาไข้หวัดนกและยาไข้หวัดใหญ่ ด้านอิเล็กทรอนิกส์ เป็นความร่วมมือเกี่ยวกับเทคโนโลยีสำเร็จรูปในการใช้แสงเลเซอร์จากไฟเบอร์ออ ฟติกมาทำเลนซ์ต่างๆ และด้านเคมี คือการถ่ายทอดเทคโนโลยี Thermo-gel ในอุตสาหกรรมยา หรือการใช้นาโนเทคโนโลยีในการผลิตอาหารเสริมและเครื่องสำอางโดยใช้พืช สมุนไพร

นอกจากนี้ กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ ได้สานต่อความร่วมมือกับสถาบัน Chinese Academy of Science และมหาวิทยาลัยอู่ฮั่น ในความร่วมมือด้านโครงการอวกาศ โดยเฉพาะการส่งนักบินอวกาศ (Man Mission) ของไทยเข้าร่วมเดินทางไปกับโครงการสำรวจอวกาศของจีนในอนาคต

ปี 52 เร่งพัฒนาความสัมพันธ์เพิ่ม

สำหรับในปี 2551 ที่กำลังจะผ่านพ้นไปนี้ แม้โดยภาพรวมความสัมพันธ์จะเดินหน้าต่อไปอย่างไม่หยุดยั้งในหลายด้าน แต่ปัญหาการเมืองภายในประเทศ ได้ทำให้จีนได้ประกาศเตือนนักท่องเที่ยวจีนให้ระวังในการเดินทางมาเที่ยวใน ประเทศไทยในช่วงปลายปีที่ผ่านมา

แต่หลังจากประเทศไทยได้นายกรัฐมนตรีคนใหม่ในนาม อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ภาพการเข้าแสดงความยินดีของ จาง จิ่ว หวน เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย พร้อมกับยืนยันว่ารัฐบาลจีนจะยึดถือนโยบายเป็นมิตรกับประเทศไทยตลอดไป และยืนยันในความร่วมมือทั้งทางด้านเศรษฐกิจ การเมือง การค้า การท่องเที่ยวและด้านอื่นๆ กับไทย รวมทั้งจีนจะเข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียนในเดือนกุมภาพันธ์ปีหน้า

ก็ถือเป็นภาพที่แสดงให้เห็นทิศทางในอนาคตว่า ความร่วมมือไทย-จีน โดยเฉพาะในปี2552 ที่กำลังจะมาถึงนี้ จะยิ่งมีมากขึ้น!