|
วิกฤตศก.โลกกระทบจีนรุนแรง คนตกงานพุ่งปรี๊ด 150 ล้านคน |
|
Thursday, 08 January 2009 00:00 |
ที่มา : ผู้จัดการ 360°รายสัปดาห์
วิกฤตเศรษฐกิจโลกทำจีนป่วนหนัก ศูนย์จีนม.หอการค้าชี้ ออเดอร์หด-คนจีนกลัว LC แบงค์ฝรั่งล่ม ดันตัวเลขคนตกงานพุ่งฉิวแตะ 150 ล้านคน แม้รัฐบาลกลางจีนจะออกมาตรการช่วยผู้ส่งออกแต่ช่วยได้เพียงระดับหนึ่ง คาดวิกฤตรุนแรงจนถึงกลางปี 52 และต้องใช้เวลาเยียวยา 1ปีครึ่งขึ้นไป แนะคนไทยพึ่งตลาดส่งออกจีนต้องระวัง! ส่วนศูนย์วิจัยกสิกรไทยเชื่อไตรมาส 3 เศรษฐกิจมังกรเริ่มฟื้น ปัญหาเศรษฐกิจโลกตกต่ำต่อเนื่อง และจีนคือประเทศที่ยังถูกทั่วโลกจับตามองและตั้งความหวังมากที่สุดว่าการ บริโภคภายในของจีนจะช่วยฟื้นเศรษฐกิจโลกให้ดีขึ้นได้ แต่อย่าลืมว่าวิกฤตเศรษฐกิจครั้งนี้นอกจากจะกระทบไปทั่วโลกแล้ว แม้แต่จีนเองก็โดนผลกระทบไม่น้อย โดยเฉพาะปัญหาการว่างงานที่กำลังเกิดขึ้น... 2 ปัจจัยโลกกระทบผู้ผลิตจีน ชาญ สิริมนตาภรณ์ ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาธุรกิจไทยจีน มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และเลขาธิการสภาธุรกิจไทย-จีน กล่าวว่า สถานการณ์วิกฤติเศรษฐกิจโลกที่มีต้นตอจากภาคการเงินของสหรัฐฯได้ส่งผลกระทบ มายังประเทศในเอเชียตั้งแต่ช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2551 และคงจะเห็นผลชัดเจนขึ้นเรื่อยๆในไตรมาสต่อๆไปในปี 2552 นี้ โดยเฉพาะประเทศจีน ที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักโดยเฉพาะ2 ปัจจัยที่สำคัญ 1.ปัจจุบัน จีนได้กลายเป็นแหล่งผลิตสินค้าใหญ่ของโลก แต่เนื่องจากตลาดหลักของจีนอย่างสหรัฐอเมริกา ยุโรป และญี่ปุ่นได้ประสบภาวะวิกฤตเศรษฐกิจรุนแรงได้ทำให้คำสั่งซื้อสินค้าต่างๆ ของจีนมีจำนวนลดลงอย่างมาก จีนจึงต้องหาทางรับมือกับการชะลอตัวของเศรษฐกิจรวมถึงการว่างงานที่กำลังจะ เกิดขึ้น และอาจจะมีแนวโน้มที่จะก่อให้เกิดปัญหาความไม่เรียบร้อยในสังคมได้ในอนาคต อันใกล้นี้ด้วย ปกติจีนจะให้หยุดในวันปีใหม่จำนวน 1 วัน และไปหยุดยาวในช่วงตรุษจีนอีก 10 -15 วัน แต่สำหรับปีนี้เนื่องจากออเดอร์น้อย บริษัทต่างๆ จึงประกาศให้คนงานหยุดงานได้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคมไปจนถึงประมาณวันที่ 10 กุมภาพันธ์ ซึ่งลูกจ้างจะไม่ได้รับเงินค่าจ้างในช่วงดังกล่าว 2. ความไม่เชื่อมั่นในการเปิด LC ของธนาคารในประเทศสหรัฐอเมริกาและประเทศทางยุโรป เนื่องจากปกติแล้วการเปิด LC จะหมายถึงการได้เงินที่แน่นอน แต่ธนาคารยุโรปหลายธนาคารเวลานี้กลับมีสภาพทางการเงินที่ง่อนแง่น ธนาคารจีนจึงปฏิเสธการการันตี ซึ่งในส่วนของผู้ผลิตเอง เมื่อผลิตสินค้าไปแล้วขายไม่ได้ ผู้ผลิตจีนจึงเลือกที่จะอยู่เฉยๆ แทนการผลิตสินค้าล้นสต๊อกและขายไม่ได้ ซ้ำร้ายเมื่อผู้ผลิตรายหนึ่งเกิดความไม่มั่นใจก็กระจายข่าวไปให้ผู้ผลิต อื่นๆ ที่ผลิตสินค้าในคลัสเตอร์เดียวกันรู้ข่าว จึงทำให้เกิดความไม่เชื่อมั่นเกิดขึ้นทุกหย่อมหญ้าในจีน สำหรับกรณีนี้มองว่าจะเป็นปัญหาใหญ่มากกว่าการที่ออเดอร์ลดลงจำนวนมากเสีย อีก เพราะผู้ผลิตและธนาคารจีนเกิดการหวาดกลัวจนไม่กล้าผลิตสินค้า และสร้างเงื่อนไขว่าต้องมีเงินมัดจำอย่างน้อย 30% ถึงจะกล้าผลิตสินค้าตามออเดอร์ให้ เมื่อออเดอร์ลดลงมาก รวมกับการไม่กล้าจับจ่ายใช้สอยของคนจีน ทำให้จีนเกิดภาวการณ์แรงงานอย่างรุนแรง ตกงาน 150 ล้านคนปีนี้ โดยมีการประมาณการณ์ว่าตัวเลขคนตกงานของจีนจะมีมากถึง 12-20 ล้านคนในปี 2009 นี้ แม้ว่าทางการจีนจะประกาศตัวเลขการว่างงานของคนเมืองอยู่ที่ 4% แต่ในความเป็นจริงตัวเลขนี้ ไม่สะท้อนคนว่างงานที่ไม่อยู่ในบัญชีของคนเมืองและคนที่อยู่ในระบบประกัน สังคม จึงมีการคาดการณ์กันว่าหากรวมตัวเลขคนว่างงานที่ไม่อยู่ในระบบแล้วตัวเลขจะ สูงถึง 12% เลยทีเดียว ถ้าตัวเลขนี้มีความใกล้เคียงกับจำนวนคนว่างงานในจีนจริงๆ จำนวนคนว่างงานในจีนจะมีถึงกว่า 150 ล้านคน นอกจากนี้ทุกๆปีจะมีนักศึกษาจีนจบใหม่กว่าปีละ 6 ล้านคน ที่จะเข้ามาในตลาดแรงงาน ถ้าเศรษฐกิจชะลอตัวลงในระดับที่ไม่มาก แรงงานเหล่านี้ก็จะถูกดูดซับไปในระบบเองอัตโนมัติ แต่ถ้าเกิดภาวะชะงักงันของคำสั่งซื้อสินค้าในภาคการผลิตสำคัญๆเช่นภาคอิเล คทรอนิกส์ วัสดุปิโตรเคมี และอื่นๆ ซึ่งทำให้แรงงานเก่าที่ทำงานอยู่ต้องออกจากงานและนักศึกษาจบใหม่ก็ไม่สามารถ หางานได้ โดยการว่างงานในจีนเริ่มเข้าสู่วิกฤตตั้งแต่ช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2551 ซึ่งนอกจากปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจโลกแล้ว จีนยังต้องเผชิญกับความผันผวนของค่าเงินบวกกับเงินเฟ้อจากราคาน้ำมันและค่า จ้างแรงงานที่สูง ทำให้โรงงานขนาดกลางและเล็กประเภท SMEs มากมายต้องปิดตัวลง ซึ่งปัญหามีแนวโน้มที่จะเข้มข้นขึ้นอีกมากในปี 2552 นี้ ก่อนหน้านี้เนื่องจากหน่วยงานรัฐวิสาหกิจในจีนพยายามปรับปรุงประสิทธิภาพ องค์กรให้ดีขึ้น จึงมีการใช้อุปกรณ์ไฮเทคและคอมพิวเตอร์ในสำนักงานและปรับปรุงระบบการผลิตให้ ดียิ่งขึ้นโดยใช้เครื่องจักรแทนแรงงาน ส่งผลให้มีการปรับลดการจ้างงานลงทั่วประเทศปีละกว่า 3 ล้านคนทุกปีอยู่ก่อนแล้ว ซึ่งในส่วนของภาคเอกชน ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาก็มีความพยายามลดพนักงานอย่างต่อเนื่องเช่นกัน ปัญหาการเลิกจ้างงานของจีนนั้น นอกจากจะส่งผลกระทบภาคแรงงานแล้ว ยังส่งผลกระทบไปยังภาคการเกษตรซึ่งอยู่ในชนบทที่ส่วนใหญ่จะพึ่งพารายได้จาก คนที่ทำงานในภาคอุตสาหกรรมในเมือง นอกจากนั้นสินค้าเกษตรก็ยังมีราคาที่ตกต่ำตามราคาในตลาดโลกด้วย คาดศก.ฟื้นตัว 1ปีครึ่ง-2ปี อย่างไรก็ดี คาดว่าการกระตุ้นเศรษฐกิจภายในของจีน จะทำให้เศรษฐกิจจีนค่อยๆ ฟื้นตัวขึ้นได้ภายใน 1ปีครึ่ง- 2ปี แต่ก็ต้องขึ้นอยู่กับภาวะเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะธนาคารใหญ่ของสหรัฐอเมริกาว่าจะมีการปิดตัวลงภายใน 2-3 เดือนนี้อีกหรือไม่ ถ้ามีปัญหาเศรษฐกิจโลกก็จะวิกฤตยาวนาน แต่ถ้าไม่สถานการณ์ก็จะดีขึ้นภายใน 1 ปีครึ่ง-2ปี ทั้งนี้ในส่วนของจีนเองมีการวิเคราะห์ว่าจีนจะมีจีดีพีขยายตัว 6-7 % ในปีนี้ แม้ว่าจะเป็นตัวเลขที่สูงกว่าประเทศอื่นๆ แต่สำหรับประเทศขนาดใหญ่อย่างจีนจำเป็นต้องมีจีดีพีขยายตัวอยู่ที่ระดับ 10% จึงจะเหมาะสมกับการจ้างงาน ด้วยเหตุนี้จีนจึงจำเป็นอย่างยิ่ง ที่ต้องให้เศรษฐกิจและ จีดีพีโตมากขึ้นในอัตราที่ใกล้เคียงเลขสองหลัก เพื่อดึงให้เกิดการจ้างงานมากขึ้นกว่าเดิม แนะบริโภคภายใน-กระตุ้นการบริการ โดยสิ่งที่จีนอาจจะต้องพิจารณาให้มากก็คือการปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจจาก การพึ่งพาการผลิตและส่งออก มาเป็นภาคบริการและการบริโภคภายใน เนื่องจากภาคบริการเป็นส่วนที่ต้องใช้แรงงานคนมากกว่าภาคการผลิตที่มี เครื่องจักรมาทดแทนได้ขณะนี้จีนมีแรงงานอยู่ในภาคบริการประมาณ 32% ของแรงงานทั้งหมด ดังนั้นจีนสามารถที่จะพัฒนาเศรษฐกิจไปยังภาคบริการได้อีกเพื่อมาดูดซับแรง งานที่ต้องตกงานจากภาคการผลิตได้ ส่วนประเทศ ไทยที่มีภาคบริการและการท่องเที่ยวเป็นส่วนสำคัญในการเติบโตของจีดีพีอยู่ แล้วก็น่าจะเป็นข้อดีได้อย่างหนึ่ง แต่ถ้าไทยจะหวังการส่งออกไปจีนเพื่อเป็นการหาตลาดเช่นกันคงต้องใช้ความ พยายามมากขึ้น เพราะสถานการณ์เช่นนี้ ทุกประเทศต้องปกป้องผู้ผลิตภายในก่อน ตกงานต่อเนื่องถึงกลางปี 2552 ด้านแหล่งข่าวจากศูนย์วิจัยกสิกรไทย วิเคราะห์ว่า การว่างงานในจีนจะรุนแรงอย่างต่อเนื่องไปจนถึงกลางปี 2552 เนื่องจากผลกระทบของเศรษฐกิจโลกตกต่ำที่ทำให้บริษัทปิดตัวลง โดยเฉพาะบริษัทที่ผลิตสินค้าส่งออกมีการปิดกิจการกันจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นผู้ผลิตรองเท้า เสื้อผ้า เครื่องนุ่งห่ม ทำให้การว่างงานยังเกิดขึ้นต่อเนื่องไปถึงกลางปี 2552 สำหรับมาตรการการประกาศคืนภาษีผู้ส่งออก จะทำให้ขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ส่งออกมากขึ้น แต่ก็ช่วยในการแก้เศรษฐกิจจีนได้เพียงระดับหนึ่งเท่านั้น ส่วนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภายในของจีนเองที่เน้นการก่อสร้าง ที่จะกระตุ้นความต้องการภาคการบริโภคนั้น จะเริ่มเห็นผลในไตรมาส 3 ซึ่งเป็นช่วงเดียวกับการคาดการณ์ภาวะเศรษฐกิจโลกจะค่อยๆ ฟื้นตัวขึ้นด้วย ส่วนการส่งออกของไทยไปจีน พบว่าชะลอตัวลงอย่างเห็นได้ชัดในเดือนพฤศจิกายน 2551 ยังคงต้องเผชิญกับภาวะชะลอตัวมากขึ้นจนถึงครึ่งแรกของปี 2552 โดยการส่งออกของไทยไปจีนในปี 2552 น่าจะอยู่ที่ร้อยละ 1.0-6.0 โดยสินค้าส่งออกของไทยไปจีนที่จะได้รับผลกระทบจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน คาดว่าจะเป็นสินค้าวัตถุดิบขั้นต้น กึ่งสำเร็จรูป และสินค้าทุนที่จีนใช้สำหรับการผลิต ที่สำคัญได้แก่ เม็ดพลาสติก เคมีภัณฑ์ แผงวงจรไฟฟ้า เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ยางพารา ผลิตภัณฑ์ยาง และน้ำมันสำเร็จรูปส่วนภาคอุตสาหกรรมที่มีแนวโน้มซบเซาเช่นกันคือ อุตสาหกรรมยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้า เคมีภัณฑ์
|