Banner
จีนเทขายตราสารหนี้สหรัฐ
Written by วายุบุตร   
Wednesday, 17 February 2010 16:44

          จีนเทขายตราสารหนี้สหรัฐมากเป็นประวัติการณ์ ส่งสัญญาณลดการลงทุนขณะรัฐบาลวอชิงตันเพิ่มการกู้ยืมเพื่อค้ำจุนเศรษฐกิจ นักวิเคราะห์คาด จีนหันสะสมเงินสกุลอื่นแทนในทุนสำรองเงินตราระหว่างประเทศ

          กระทรวงการคลังสหรัฐรายงานเมื่อวันอังคารที่ 16 ก.พ.ที่ผ่านมาว่า การลงทุนของจีนในพันธบัตรสหรัฐลดลง 34,200 ล้านดอลลาร์ เหลือ 755,400 ล้านดอลลาร์ เมื่อเดือนธ.ค.ปีที่แล้ว ถือเป็นการลดลงมากสุดตั้งแต่เริ่มมีการจัดเก็บข้อมูลเมื่อปี 2543 ขณะที่ญี่ปุ่นถือครองพันธบัตรสหรัฐเพิ่มขึ้น 1.5% เป็น 768,800 ล้านดอลลาร์ กลายเป็นเจ้าหนี้รายใหญ่สุดของสหรัฐแทนที่จีน

          สำนักข่าวบลูมเบิร์กชี้ว่า จีน ซึ่งมีทุนสำรองเงินตราระหว่างประเทศมากที่สุดในโลก เริ่มลดการถือครองพันธบัตรสหรัฐ หลังจากแสดงความกังวลกับจำนวนเงินที่สหรัฐกู้ยืมเพื่อนำไปลดการขาดดุลงบประมาณมหาศาล ขณะที่ นายบิล กรอส ผู้ก่อตั้งและผู้บริหาร แปซิฟิก อินเวสต์เมนต์ แมเนจเมนต์ โค (พิมโค) แนะนำตั้งแต่เมื่อเดือนที่แล้วว่า นักลงทุนควรหาโอกาสลงทุนในประเทศที่มีการกู้ยืมน้อย

          จีนทำสถิติถือครองพันธบัตรสหรัฐมากสุด 801,500 ล้านดอลลาร์เมื่อเดือนพ.ค.ปีที่แล้ว และเข้าซื้อดอลลาร์อย่างต่อเนื่องเพื่อป้องกันเงินหยวนแข็งค่าพร้อมกับค้ำจุนการส่งออก ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจโลกซบเซา โดยตรึงค่าเงินหยวนไว้ที่ประมาณ 6.83 หยวนต่อดอลลาร์มาตั้งแต่เดือนก.ค.2551 แต่เริ่มลดการสะสมเงินดอลลาร์เมื่อเดือนธ.ค. ซึ่งนายสึโตมุ โคมิยะ ผู้บริหารจัดการตราสารหนี้รัฐบาลสหรัฐ แห่ง ไดวา แอสเซ็ต แมเนจเมนต์ ในกรุงโตเกียว ญี่ปุ่น ให้ความเห็นว่า จีนอาจเปลี่ยนไปสะสมเงินสกุลอื่นแทนในทุนสำรองเงินตราระหว่างประเทศ

          ทางด้านสำนักข่าวเกียวโดรายงานว่า การที่จีนลดถือครองพันธบัตรสหรัฐ เป็นผลจากการที่สหรัฐพยายามแก้ปัญหาไร้สมดุลทางการค้ากับจีน ด้วยการจัดเก็บภาษีต้านการทุ่มตลาดกับสินค้าบางประเภทของจีน

          ขณะเดียวกัน เครดิต สวิส กรุ๊ป คาดว่า ธนาคารกลางจีนจะเพิ่มสัดส่วนการกันสำรองสภาพคล่องของธนาคารพาณิชย์อีกในเร็วๆ นี้ และจะตัดสินใจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยภายในสิ้นปีนี้ หลังจากสั่งให้ธนาคารพาณิชย์เพิ่มสัดส่วนการกันสำรอง 0.5% เมื่อวันที่ 12 ก.พ. เพื่อชะลอการขยายตัวอย่างร้อนแรงของเศรษฐกิจ หลังจากที่ยอดการปล่อยกู้และราคาอสังหาริมทรัพย์พุ่งสูงขึ้น

          นายตง เถา นักวิเคราะห์ของ เครดิต สวิส กล่าวว่า  ความเคลื่อนไหวล่าสุดของธนาคารกลางจีนถือเป็นการส่งสัญญาณเตือน และเชื่อว่าธนาคารกลางจะมุ่งใช้นโยบายคุมเข้มด้านการเงินต่อไป