Banner
แฉUSเตรียมทำ'สงครามเย็น'จีน -เพิ่มอานุภาพทุกทัพพังแนวรับมังกร Print E-mail
Written by ASTVผู้จัดการออนไลน์   
Tuesday, 15 November 2011 09:26

 

     สเตรตริสก์ส - สเตรตริสก์ส (StratRisks.com) เว็บไซต์ด้านกลาโหมชั้นนำของโลกที่รวบรวมข่าวสารเชิงยุทธศาสตร์, ข่าวกรองทั่วโลก, ตลอดจนการวิเคราะห์เชิงลึกและประเมินความเสี่ยงโดยผู้สันทัดกรณีด้านการทหาร รายงานอ้างหนังสือพิมพ์วอชิงตัน ไทมส์ ฉบับเมื่อวันศุกร์ที่แล้ว (11) ระบุว่า กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ได้เปิดเผยเมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน เกี่ยวกับคอนเซ็ปต์การสู้รบรูปแบบ “สงครามเย็น” ยุคใหม่ ที่มุ่งหมายจะตอบโต้ความพยายามของกองทัพจีนในการป้องกันมิให้ศัตรูฝ่าทะลวงเข้าไปในอาณาเขตใกล้กับดินแดนของตน รวมถึงอาณาบริเวณในโลกไซเบอร์ด้วย
      
       เว็บไซต์ดังกล่าวอ้างว่า แนวคิดการสู้รบใหม่นี้มีชื่อว่า “แอร์ ซี แบตเทิล (Air Sea Battle)” หรือ การสู้รบทางอากาศและเรือ เป็นสิ่งที่เจ้าหน้าที่กลาโหมอเมริกันอธิบายว่า เป็นขั้นตอนแรกสุดของยุทธการทางทหารต่อจีน ตามรูปแบบของ “สงครามเย็นสมัยใหม่”
      
       แผนดังกล่าวจะบัญชาการให้ระดมกำลังพร้อมสรรพทั้งกองทัพอากาศ, นาวี และนาวิกโยธิน เพื่อพิชิต ยุทโธปกรณ์ต่อต้านการเข้าสู่อาณาเขตหวงห้าม (anti-access, area denial weapons) ของกองทัพพญามังกร ซึ่งยุทโธปกรณ์เหล่านี้ประกอบด้วย อาวุธทำลายดาวเทียม, อาวุธโจมตีทางไซเบอร์, เรือดำน้ำ, เครื่องบินที่มีเทคโนโลยีสเตลธ์ (หลบหลีกเรดาห์ได้) ตลอดจนขีปนาวุธพิสัยไกลที่สามารถจมเรือบรรทุกเครื่องบินกลางทะเล
      
       เจ้าหน้าที่จากสามเหล่าทัพข้างต้นเปิดเผยต่อผู้สื่อข่าวระหว่างการอธิบายปูมหลังของแผนการดังกล่าวอย่างย่อๆ ว่า คอนเซ็ปต์นี้ไม่ได้เจาะจงหมายจะเล่นงานประเทศใดประเทศหนึ่งเป็นการเฉพาะ ทว่า เมื่อถูกถามว่า ประเทศอื่นใดนอกเหนือจากจีนที่กำลังพัฒนายุทโธปกรณ์ต่อต้านการเข้าถึงเหล่านี้ ปรากฏว่า พวกเขากลับไม่ได้ให้คำตอบ
      
       ขณะที่เจ้าหน้าที่ระดับอาวุโสคนหนึ่งภายในรัฐบาลของประธานาธิบดีบารัค โอบามา กล่าวแบบเถรตรงมากขึ้นว่า คอนเซ็ปต์ใหม่นี้เป็นหลักไมล์สำคัญในการส่งสัญญาณถึงยุทธการแบบสงครามเย็นที่จะทำกับจีน
      
       “แอร์ ซี แบตเทิล ที่จะใช้กับจีน ก็คือยุทธศาสตร์ทางทะเลที่เคยใช้กับสหภาพโซเวียตนั่นเอง” เจ้าหน้าที่ผู้นี้ กล่าว
      
       ทั้งนี้ในช่วงสงครามเย็นในอดีต กองกำลังนาวีของสหรัฐฯ ซึ่งมีฐานทัพอยู่ทุกมุมโลกได้ใช้ยุทธศาสตร์การปรากฏตัวอยู่ทั่วโลกและแสดงแสนยานุภาพ เพื่อเป็นการป้องปรามการรุกคืบขยายอิทธิพลของสหภาพโซเวียต
      
       “นี่เป็นยุทธศาสตร์เชิงรุก ซึ่งบ่งบอกได้ว่า พวกเราจะไม่นั่งเฉยๆ รอวันถูกลงโทษ” เจ้าหน้าที่คนเดิม กล่าว
      
       นอกจากนี้บรรดาเจ้าหน้าที่เพนตากอนผู้คลุกคลีอยู่วงในของคอนเซ็ปต์ดังกล่าว ยังเปิดเผยด้วยว่า แนวความคิดต่างๆ ที่กำลังอยู่ในระหว่างพิจารณา เพื่อบรรจุลงในคอนเซ็ปนี้ ประกอบไปด้วย
      
       1. การสร้างเครื่องบินทิ้งระเบิดพิสัยบินไกล, 2. ปฏิบัติการสอดประสานระหว่างเรือดำน้ำกับเครื่องบินสเตลธ์, 3. ปฏิบัติการร่วมแบบใหม่ด้วยเครื่องบินโจมตีชนิดไร้คนขับที่มีระยะปฎิบัติการไกลถึง 1,000 ไมล์, 4. ใช้กองกำลังกองทัพอากาศในการปกป้องฐานทัพเรือ และกองนาวีที่มีการเคลื่อนกำลัง, 5. ปฏิบัติการร่วมของกองทัพเรือ, นาวิกโยธิน และกองทัพอากาศ เพื่อโจมตีภายในดินแดนของจีน, 6. ใช้เครื่องบินของกองทัพอากาศในการวางทุ่นระเบิดในทะเล, 7. ปฏิบัติการร่วมของกองทัพอากาศและเรือ ในการโจมตีขีปนาวุธทำลายดาวเทียมภายในดินแดนของจีน, 8. เพิ่มความถี่ในการเคลื่อนย้ายวงโคจรของดาวเทียมตนเพื่อให้โจมตีได้ยากขึ้น และ 9. ปฏิบัติการร่วมระหว่างกองทัพเรือกับอากาศในการจู่โจมทางไซเบอร์ต่อกองกำลังของจีนที่พยายามสกัดกั้นไม่ให้ศัตรูล่วงล้ำสู่พื้นที่หวงห้าม
      
       นอกจากคอนเซ็ปดังกล่าวแล้ว กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ยังจัดตั้งสำนักงานแห่งใหม่เพื่อรับผิดชอบคอนเซ็ปต์นี้โดยเฉพาะด้วย พร้อมกับระบุว่า แนวคิดแอร์ ซี แบตเทิล นี้ จะเป็นแนวทางให้กองกำลังทุกหน่วยประสานงานร่วมกันเพื่อรักษาความได้เปรียบของสหรัฐฯ ที่มีต่อการเพิ่มจำนวนของเทคโนโลยีล้ำสมัยทั่วโลก ทั้งนี้สำนักงานดังกล่าวได้รับการจัดตั้งขึ้นมาตั้งแต่ในเดือนสิงหาคมแล้ว ทว่าเพนตากอนเพิ่งจะเปิดเผยอย่างเป็นทางการ
      
       จอร์จ ลิตเติล เลขานุการด้านสื่อของเพนตากอน ระบุว่า สำนักงานแห่งใหม่เป็นหน่วยปฏิบัติการที่สำคัญ ในการรับมือกับภัยคุกคามที่มุ่งขัดขวางไม่ให้สหรัฐฯเข้าถึงพื้นที่ต่างๆ ในโลก
      
       “สำนักงานแห่งนี้จะช่วยนำทางให้เกิดการบูรณาการอย่างมีความหมายระหว่างสมรรถนะสู้รบทางอากาศและทางทะเลของเรา เพิ่มความแข็งแกร่งให้แก่แสนยานุภาพในการป้องปรามทางทหารของเรา และรักษาความได้เปรียบของสหรัฐฯท่ามกลางภาวะที่มีการแพร่กระจายเทคโนโลยีและสมรรถนะทางทหารอันล้ำสมัย” ลิตเติล กล่าว
      
       เขา สำทับด้วยว่า นี่เป็นภารกิจสำคัญลำดับต้นๆ ของกระทรวงกลาโหมในการที่จะปรับความสมดุลแก่กองกำลังร่วม เพื่อให้สามารถขัดขวางและพิชิตการรุกรานของฝ่ายตรงข้ามใน “สภาพแวดล้อมที่พวกเขาพยายามสกัดกั้นป้องกันไม่ให้ล่วงล้ำ” ได้ดียิ่งขึ้น
      
       อย่างไรก็ตาม ในการบรรยายสรุปให้พวกผู้สื่อข่าวฟังเมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายนที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ทหารในเพนตากอนไม่ได้พูดคุยกันในรายละเอียดเฉพาะทางเทคนิคของแนวคิดการสู้รบใหม่นี้ ยกเว้นเพียงเจ้าหน้าที่รายหนึ่งซึ่งยกตัวอย่างว่า อาจใช้เครื่องบินโจมตีภาคพื้นดินรุ่น เอ-10 ธันเดอร์โบลต์ ของกองทัพอากาศเพื่อปกป้องคุ้มครองเรือต่างๆ ในท้องทะเลให้พ้นจากการโจมตีของ “ฝูง” เรือเล็ก
      
       ก่อนหน้านี้ รัฐมนตรีกลาโหม ลีโอน พาเนตตา กล่าวในระหว่างการเยือนเอเชียว่า กองกำลังของสหรัฐฯ จะหวนกลับมาให้ความสำคัญกับภูมิภาคเอเชียอีกครั้ง ในเมื่อการสู้รบในอิรักและอัฟกานิสถานจะสิ้นสุดลงแล้ว โดยที่เขาบอกด้วยว่า กำลังมุ่งโฟกัสใหม่ ซึ่งก็รวมถึง “การปรับปรุงขีดความสามารถทางการทหาร”
      
       ด้าน ริชาร์ด ฟิชเชอร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านกองทัพจีน ให้ทัศนะว่า สำนักงานแอร์ ซี แบตเทิล เป็นสิ่งที่จำเป็น ทว่า อาจ “สายไป”
      
       ทั้งนี้ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา กองทัพเรือจีนแสดงพฤติการณ์แข็งกร้าวมากขึ้นเรี่อยๆ ในเขตน่านน้ำใกล้กับชายฝั่งของตน ด้วยการข่มขู่เรือตรวจการณ์ของทัพนาวีอเมริกาในทะเลจีนใต้และทะเลเหลือง โดยจีนอ้างว่า ผืนสมุทรเกือบทั้งหมดในทะเลจีนใต้และทะเลจีนตะวันออกเป็นอาณาเขตกรรมสิทธิ์ของจีน
      
       นอกจากนี้เพนตากอนยังแสดงความวิตกกังวลต่อขีปนาวุธต่อต้านเรือรบรุ่น ตงเฟิง-21ดี (DF-21D) ของจีนซึ่งสามารถใช้โจมตีเรือบรรทุกเครื่องบินกลางทะเลได้ โดยที่เรือบรรทุกเครื่องบินถือเป็นดุลอำนาจที่สำคัญยิ่งของทัพสหรัฐฯ ในเอเชีย และมักจะถูกใช้เพื่อภารกิจปกป้องคุ้มครองพันธมิตรหลักอย่างญี่ปุ่น, เกาหลีใต้ และไต้หวัน

 

 

alt

เครื่องต้นแบบของ เจ-20 เครื่องบินขับไล่ยุค 5 ที่มีเทคโนโลยีสเตลธ์ ขณะขึ้นทดสอบบิน

 

  

 
 

alt
               ขีปนาวุธ "ตงเฟิง 21ดี" ซึ่งได้รับการขนานนามว่า "มือสังหารเรือบรรทุกเครื่องบิน" เป็นสิ่งที่สหรัฐฯ กังวลไม่น้อย

 

 

alt

       

 

alt

เรือบรรทุกเครื่องบิน "วาร์ยัก" ของจีน ซึ่งซื้อมาจากยูเครนในสภาพที่ยังต่อเสร็จไม่สมบูรณ์

 

ขอขอบคุณที่มา : ASTVผู้จัดการออนไลน์