Banner
หยุดเป็นทาสมหาอำนาจ! นำชาติออกจากสงคราม
Wednesday, 28 March 2012 13:07

     หยุดเป็นทาสมหาอำนาจ! นำชาติออกจากสงคราม

 

     สถานการณ์และแนวโน้มของโลกเปลี่ยนไปอย่างชัดเจนแล้วว่าทุนนิยมสามานย์โลกกำลังล่มสลายอย่างทั่วด้าน แต่ก็ยังมีพวกกระหายสงครามที่ต้องการก่อสงคราม และยังมีพวกขายชาติที่ต้องการนำพาประเทศเข้าไปอยู่ในวังวนของสงคราม

    

      ประเทศไทยและคนไทยจะต้องไม่เป็นคู่สงครามกับใครโดยเด็ดขาด ความเป็นจริงของประเทศเรียกร้องต้องการให้ประเทศไทยต้องดำรงไว้ซึ่งความสงบสุข จึงจะสามารถพัฒนาฟื้นฟูชาติให้เจริญรุ่งเรืองเพื่อความร่มเย็นเป็นสุขของอาณาประชาราษฎรทั้งปวงได้

ที่ว่าโลกกำลังเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ก็เพราะว่าขณะนี้ทุนนิยมโลกกำลังล้มละลายอย่างทั่วด้าน เอเชียกำลังรุ่งเรือง ความเจริญเติบโตของเอเชียกำลังกลายเป็นกระแสหลักของโลก

    

     ขณะนี้ประเทศในกลุ่มประชาคมยุโรปกำลังจะล้มละลาย เพราะต่างก็เป็นหนี้มหาศาล สภาพล้มละลายกำลังลุกลามจากกรีซ อิตาลี สวีเดน และกำลังขยายไปถึง 15 ประเทศในกลุ่มประชาคมยุโรป ยิ่งกลุ่มประชาคมยุโรปออกมาตรการบังคับประเทศสมาชิกเท่าใด ก็ยิ่งสะท้อนให้เห็นถึงความล่มสลายที่ใกล้เข้ามามากขึ้นเท่านั้น

สหรัฐอเมริกามีปัญหา 3 อย่างพร้อม ๆ กัน คือ

     

     ปัญหาที่หนึ่ง ได้แก่ปัญหาหนี้สิน ที่สูงมากอยู่ในขั้นล้มละลายทั้งสองภาคส่วน คือรัฐบาลกลางก็กำลังล้มละลายเพราะเป็นหนี้สินถึง 120%  ของ GDP ในขณะที่ชาวอเมริกันก็ตกอยู่ในฐานะล้มละลายแล้วเพราะรายได้ไม่พอกับรายจ่าย และก่อหนี้ผูกพันในอนาคต นั่นคือนำรายได้ในอนาคตถึง 120 ปีไปเป็นหลักประกันหนี้ ก็ยังไม่พอชำระหนี้ และมีความเดือดร้อนทุกข์เข็ญมากขึ้นทุกที จนก่อเกิดเป็นกระแสโค่นล้มทุนนิยม หรือที่เรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า Occupy Wall Street ซึ่งกำลังขยายตัวรุนแรงมากขึ้นทุกทีทั้งในสหรัฐอเมริกาและในกว่า 1,500 เมืองต่าง ๆ ของโลกทุนนิยม  

     

     ปัญหาที่สอง ได้แก่ปัญหาแตกแยกภายในมลรัฐต่าง ๆ ซึ่งรัฐทางใต้ที่เคยทำสงครามกลางเมืองกับรัฐทางเหนือในยุคสมัยของอดีตประธานาธิบดีลินคอร์นกำลังไม่พอใจภาระหนี้สินของรัฐบาลกลาง ซึ่งส่วนใหญ่ก่อขึ้นโดยรัฐทางเหนือ ในขณะที่รัฐทางใต้ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องด้วยเพราะส่วนใหญ่เป็นรัฐที่ประกอบกิจการเกษตรกรรม ดังนั้นจึงเกิดกระแสปฏิเสธไม่ยอมรับภาระหนี้สินมโหฬารนั้น ส่อว่าจะเกิดความขัดแย้งที่ขยายตัวต่อไป และถ้าแก้ปัญหาไม่ถูกต้องก็อาจเกิดการแตกตัวแบบเดียวกับที่สหภาพโซเวียดเคยเป็นมาแล้ว คือจากสหภาพกลายเป็นหลายประเทศ  

    

     ปัญหาที่สาม ได้แก่ปัญหาการเปลี่ยนศาสนาของชาวนิโกรอเมริกัน ซึ่งนับตั้งแต่ยุคการค้าทาสเป็นต้นมา ชาวผิวดำถูกบังคับและอบรมสั่งสอนให้นับถือศาสนาคริสต์ และสืบเชื้อสายนับถือศาสนาคริสต์ต่อมาโดยลำดับ แต่เมื่อราว 30 ปีที่ผ่านมาได้เกิดปรากฏการณ์นำหมู่ขึ้น นั่นคือการเปลี่ยนไปนับถือศาสนาอิสลามของแชมป์มวยโลกเคสเซียส เคลย์ แล้วเปลี่ยนชื่อเป็นชื่อทางศาสนาอิสลามว่ามูฮัมหมัด อาลี ทำให้เกิดความประหวั่นพรั่นพรึงแก่เพนตาก้อน และบรรดาผู้รับผิดชอบด้านความมั่นคงทั้งหลาย ว่าจะทำให้ความเสี่ยงต่อปัญหาความมั่นคงในทุกด้านของสหรัฐเพิ่มขึ้นมากน้อยเพียงใด

 

      สภาพปัญหาทั้งสามนี้เกิดขึ้นในสถานการณ์ที่ไม่ปกติ คือเกิดขึ้นในสถานการณ์ที่โลกกำลังเผชิญกับปัญหาภัยธรรมชาติและปัญหาโลกร้อนในระดับใกล้วิกฤติ เกิดขึ้นในสถานการณ์ที่ประชาคมยุโรปซึ่งเป็นพันธมิตรที่ใกล้ชิดและวางใจของสหรัฐก็กำลังเผชิญหน้ากับปัญหาเศรษฐกิจการเงินครั้งร้ายแรงที่สุด ที่อาจทำให้ประชาคมยุโรปสลายตัว และเกิดสภาพล้มละลายขึ้นในหลายประเทศ ไม่อาจค้ำจุนช่วยเหลือสนับสนุนสหรัฐได้เหมือนแต่ก่อนอีกต่อไป และเกิดขึ้นในท่ามกลางสถานการณ์ปฏิวัติอิสลามที่กำลังไหม้ลามอยู่ในตะวันออกกลาง

    

     สถานการณ์วิกฤติทางเศรษฐกิจรุมเร้าคุกคามมหาอำนาจชาติตะวันตกมากเท่าใด ก็คือการเร่งอุณหภูมิให้กับสถานการณ์สงครามที่กำลังก่อตัวขึ้นในภาคพื้นที่ของภูมิภาคเอเชียมากเท่านั้น 

    

     ดังนี้แล้วประชาชาติเอเชียทั้งมวลจะมองสถานการณ์นี้ด้วยความเข้าใจอย่างไร จะมีท่าทีและมาตรการในการรับมืออย่างไร เพราะมันกำลังเป็นสถานการณ์ที่ประชาชาติเอเชียกำลังจะเผชิญหน้ากับสงครามที่เหี้ยมโหดอำมหิตอีกครั้งหนึ่ง หลังจากสงครามโลกและสงครามเย็นสิ้นสุดลงแล้ว 

 

      แต่ทว่าหลายประเทศในเอเชียยังจมปลักและถอนตัวไม่ขึ้นจากการถูกครอบงำของมหาอำนาจ ยังคงเป็นทาสหรือประเทศบริวารที่ตกเป็นเครื่องมือบ่อนทำลายประเทศและประชาชาติในเอเชียด้วยกัน แต่การผนึกกำลังประเทศและประชาชาติเอเชียเพื่อรับมือกับสถานการณ์ร้ายและหยุดยั้งสงครามก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้ 

 

     แกนหลักในการปฏิบัติภารกิจอันสำคัญยิ่งเพื่อสันติภาพและความรุ่งเรืองไพบูลย์ของเอเชียครั้งนี้ ย่อมหนีไม่พ้นไปจากความร่วมมือแก่นแกนสุด คือไทย-จีน จากนั้นยกระดับไปสู่อาเซียน-จีน และยกระดับไปสู่อาเซียน +3 

    

     สำหรับกลยุทธ์ในการหยุดยั้งสงครามและธำรงรักษาไว้ซึ่งสันติภาพและความรุ่งเรืองไพบูลย์ จักต้องกำหนดเข็มมุ่งหลีกเลี่ยงสงครามให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้ หากถึงขนาดทำให้อสูรสงครามเหี่ยวเฉาพินาศวายวอดไปเองได้ย่อมดีที่สุด รองลงมาก็คือการทำให้อสูรสงครามไม่กล้าก่อสงคราม ดังที่ซุนหวู่กล่าวไว้ว่า เมื่อทำให้ข้าศึกไม่ต้องการโจมตีแล้ว เพียงแค่ขีดเส้นไว้ที่พื้น ข้าศึกก็ไม่เข้าโจมตี แต่ถ้าข้าศึกต้องการจะโจมตี ต่อให้มีกำแพงสูงใหญ่ข้าศึกก็จะเข้าตี ปมเงื่อนของการเข้าตีหรือไม่อยู่ที่การเห็นประโยชน์ของข้าศึก และการเห็นภัยที่จะต้องเผชิญหากเข้าตี    

 

     กลยุทธ์ที่จะใช้รับมือกับอสูรสงครามเห็นจะมี 3 กลยุทธ์สำคัญคือ 

 

     กลยุทธ์ที่หนึ่ง คือการเสริมสร้างและพัฒนาสัมพันธไมตรีไทย-จีน ให้แน่นแฟ้น ยกระดับไปสู่อาเซียน-จีน และอาเซียน +3 ให้แน่นแฟ้น พลังแห่งไมตรีจะมียุทธานุภาพที่กลายเป็นปราการที่เข้มแข็งในการหยุดยั้งสงคราม

 

     กลยุทธ์ที่สอง คือกลยุทธ์แห่งกาลเวลา เวลาเป็นพลังจักรวาลชนิดหนึ่งที่มียุทธานุภาพสามารถทำลายล้างสูงสุดอันมิอาจมีผู้ใดต้านทานได้ อาณาจักรโรมันอันยิ่งใหญ่ อาณาจักรของเจงกีสข่านอันยิ่งใหญ่ ล้วนสลายหายไปด้วยพลังอำนาจแห่งกาลเวลาทั้งสิ้น ฤดูกาลก็เป็นพลังจักรวาลอย่างหนึ่งในมิติแห่งกาลเวลา ดังที่ปรากฏเป็น 1 ใน 5 ประการของการหยั่งทราบแพ้ชนะสงครามในคัมภีร์พิชัยสงครามของซุนหวู่ ดังนั้นจึงต้องอาศัยปัจจัยเวลาสกัดมิให้สงครามระเบิดขึ้นในเร็ววัน พลังอำนาจแห่งกาลเวลาก็จะทำลายอสูรสงครามตัวนี้ และมีแนวโน้มว่าการแตกตัวเช่นเดียวกับสหภาพโซเวียดก็อยู่ในวิสัยที่จะเป็นไปได้ ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าติดตามค้นคว้าอย่างยิ่ง 

 

     กลยุทธ์ที่สาม คือกลยุทธ์ดอกเบี้ยและการเงิน เวลานาทีที่ผ่านไปดอกเบี้ยย่อมงอกงาม เพิ่มความเป็นภาระอันหนักหน่วงและยิ่งใหญ่ตามปริมาณของภาระหนี้ เมื่อภาระหนี้ไม่สามารถแก้ไขได้ ดอกเบี้ยจะเป็นตัวเพิ่มน้ำหนักและทับอสูรสงครามจนถึงแก่ความตายอย่างแน่นอน

 

     ประเทศเอเชียและประชาชาติเอเชียต้องร่วมมือกันหยุดยั้งสงคราม และทำลายอสูรสงครามด้วยกลยุทธ์ที่ไม่ต้องรบ แต่ใช้ยุทธานุภาพของพลังทั้งหลาย รวมทั้งสามกลยุทธ์ข้างต้น สันติภาพและความเจริญรุ่งเรืองก็จะดำรงคงอยู่ในเอเชียของเราต่อไป 

 

     สำหรับประเทศไทยและประชาชนชาวไทยเป็นหนึ่งในประเทศอาเซียนและประชาชาติอาเซียน ตั้งอยู่ในภูมิยุทธศาสตร์อันล้ำเลิศที่เหนือกว่าสหรัฐอเมริกา เพราะสหรัฐอเมริกานั้นแม้ตั้งอยู่สองฝั่งคาบมหาสมุทรแอตแลนติกและแปซิฟิค แต่ประชาชนเบาบาง เส้นทางเศรษฐกิจมีไม่มาก ในขณะที่ประเทศไทยอยู่ในซีกโลกฝั่งตรงกันข้าม 180 องศา กับสหรัฐ ก็ติดสองฝั่งคาบมหาสมุทร คือมหาสมุทรอินเดียและมหาสมุทรแปซิฟิค แต่เป็นภูมิยุทธศาสตร์ที่สามารถควบคุมเส้นทางเดินเรือและการขนส่งพลังงานร่วม 70% ของโลก ซึ่งถ้าหากได้ขุดคลองไทยแบบเดียวกับคลองสุเอซหรือคลองปานามาเชื่อมสองฟากมหาสมุทรบริเวณพื้นที่ด้านบนของจังหวัดสงขลา ก็จะสามารถประหยัดเวลาเดินเรือและการขนส่งพลังงานของโลกได้ถึง 3 วัน เป็นผลประโยชน์มหาศาลแก่มวลมนุษยชาติซึ่งสามารถทำได้โดยประเทศไทยไม่ต้องลงเงินเพราะมีหลายประเทศที่พร้อมจะลงทุน ซึ่งเรื่องนี้เมื่อสิบปีก่อนประเทศจีนให้ความสนใจเป็นอย่างยิ่ง แต่เสียดายที่ชะงักไป แต่ปัจจุบันนี้ช่องแคบมะละกามีปัญหามากในทุกด้าน ทั้งด้านเศรษฐกิจและความมั่นคง ตลอดจนความแออัดของการเดินเรือ บุกเบิกสถานการณ์ที่จำเป็นต้องมีเส้นทางขนส่งลำเลียงมารองรับ ซึ่งไม่มีเส้นทางใดเหมาะสมและดีเท่ากับเส้นทางคลองไทยดังกล่าวแล้ว นอกจากนั้นประเทศไทยยังเป็นศูนย์กลางลอจิสติกส์ที่มีศักยภาพสูงที่สุด เชื่อมถึงประชากรเกือบ 4,000 ล้านคน ในระยะเวลา 2-3 ชั่วโมงบินเท่านั้น จากประเทศไทยขึ้นเหนือ 2 ชั่วโมงก็ถึงประเทศจีนที่มีประชากร 1,400 ล้านคน ไปทางตะวันตก 3 ชั่วโมงก็ถึงอินเดียที่มีประชากร 1,200 ล้านคน ไปทางตะวันออกแค่ชั่วโมงเดียวก็เชื่อมถึงกัมพูชา ลาว เวียดนาม ที่มีประชากรร่วม 100 ล้านคน ลงไปทางใต้ไม่ถึงชั่วโมงก็ไปถึงมาเลเซีย สิงคโปร์ บรูไน เลยไปอีกหน่อยก็ถึงอินโดนีเซีย ในขณะที่จีนเป็นประเทศใหญ่ ประชากรมาก แต่ไม่ติดมหาสมุทร มีเขตแดนจรดแค่ทะเลคือทะเลเหลืองทางเหนือ และทางใต้จรดทะเลจีนใต้ ที่สำคัญไทย-จีน มีสายเลือดเดียวกัน อดีตนายกจูหรงจีเคยกล่าวกับคนไทยว่า ไทย-จีน มีความสัมพันธ์พิเศษ 3 ประการ คือเราเป็นญาติกัน เราเป็นเพื่อนกัน และเราเป็นหุ้นส่วนกัน เราไม่เคยมีปัญหาตกค้างทางประวัติศาสตร์ มีแต่ไมตรีจิตมิตรภาพที่อุ้มชูช่วยเหลือประเทศไทยตลอดมาทุกยุคทุกสมัย สภาพเช่นนี้หากไทย-จีน จับมือแน่นแฟ้น ไทย-จีน ก็จะกลายเป็นศูนย์กลางอาเซียน เป็นศูนย์กลางภูมิภาค ส่งเสริมภูมิยุทธศาสตร์ที่ไทยจะกลายเป็นชาติมหาอำนาจตามจีนไปด้วยได้ และจีนก็จะมีศักยภาพที่สูงขึ้นกว่าปัจจุบันหลายเท่านัก ประเทศใหญ่ที่ติดแค่ทะเลก็จะออกสู่สองคาบมหาสมุทรอย่างสะดวกดาย ทำลายการปิดล้อมทางเศรษฐกิจ และการปิดกั้นทางยุทธศาสตร์ได้อย่างยอดเยี่ยม ไทย-จีน จับมือกันในเรื่องนี้เมื่อใด ก็จะเป็นแรงจูงใจให้ประเทศอาเซียนรอบประเทศไทยเข้าร่วมวงศ์ไพบูลย์ด้วย เมื่อนั้นก็จะกดดันและจูงใจทั้งอินเดียและญี่ปุ่นให้มาร่วมวงศ์ไพบูลย์ ซึ่งอาจจะสอดคล้องกับแนวความคิดวงศ์ไพบูลย์แห่งเอเชียบูรพาของญี่ปุ่นเมื่อสมัยสงครามโลกครั้งที่สองด้วย และถ้าเอเชียเป็นเช่นนี้ ใครไหนก็ไม่กล้าคุกคามรุกรานหรือย่ำยีชาติทั้งหลายในเอเชียอีก มีแต่จะต้องเข้ามาร่วมวงศ์ไพบูลย์เพื่อผลประโยชน์ร่วมกันของทุกประเทศและประชาชาติทั้งมวล เมื่อนั้นยุคแห่งสันติภาพนิรันดรที่ประธานเหมาเจ๋อตงเคยกล่าวไว้ก็จะปรากฏเป็นจริงขึ้น และภูมิภาคนี้ก็จะกลายเป็นศูนย์กลางของโลก ประเทศจีนก็จะได้ชื่อว่าเป็นตงก๊กหรือจุงกั๋วอย่างแท้จริง ไม่ใช่ตงก๊กแบบคิดเอาเองว่าประเทศจีนเป็นศูนย์กลางโลกจรดสี่ทะเลในสมัยราชวงศ์ซ้อง 

    

     เหล่านี้คือสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นในต้นศตวรรษนี้ โดยสรุปคือสถานการณ์ทางเศรษฐกิจที่โลกทุนนิยมกำลังล้มละลายกำหนดให้มหาอำนาจต้องก่อสงครามเพื่อปล้นทรัพยากรใน 5 พื้นที่ใหญ่ของโลก ซึ่งเป็นปรปักษ์ต่อผลประโยชน์ของประเทศเอเชียและประชาชาติเอเชียทั้งมวล ในขณะที่การยับยั้งสงครามเป็นประโยชน์ร่วมกันของทุกประเทศและทุกประชาชาติในเอเชีย ทั้งเป็นวิสัยที่จะหยุดยั้งสงครามในศตวรรษนี้ได้ เพื่อนำพามนุษยชาติเข้าสู่ยุคสันติภาพนิรันดร และกลยุทธ์เฉพาะหน้าก็คือ 3 กลยุทธ์ที่จะหยุดยั้งมหาอำนาจไม่ให้ก่อสงคราม 

    

     ประเทศไทยเป็นประเทศเล็ก เราไม่อยู่ในฐานะที่จะรับมือกับสงครามใด ๆ กับมหาอำนาจได้ และไม่มีความจำเป็นใด ๆ ที่ประเทศไทยจะเป็นศัตรูกับชาติใด สงครามเป็นเครื่องมือทำลายร้ายแรงที่สุด แต่ก็ไม่อาจรับมือหรือต่อสู้กับไมตรีจิตมิตรภาพซึ่งมีอานุภาพยิ่งกว่าได้ ประเทศไทยและประเทศต่าง ๆ ดำรงอยู่และพัฒนาก้าวหน้ามาถึงศตวรรษนี้เพราะด้านหลักของพัฒนาการอยู่ที่การส่งเสริมมิตรไมตรี ไม่ใช่สงคราม ไม่มีสงครามใดในโลกที่จะเอาชนะความเป็นมิตรไมตรีได้ พระพุทธองค์จึงตรัสว่าเมตตาธรรมค้ำจุนโลก ดังนั้นขอเพียงแต่ประเทศไทยสามารถดำเนินการตาม 3 กลยุทธ์นี้ ผูกมิตรไมตรีทั่วหน้า สร้างดุลความสัมพันธ์กับชาติมหาอำนาจอย่างเหมาะสมตามสามกลยุทธ์นี้ ประเทศไทยก็จะมีความมั่นคง มีความเจริญรุ่งเรือง ในยุคสันติภาพนิรันดรอย่างแน่นอน.