|
เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2555 เป็นวันที่ผู้แทนสหรัฐจะเจรจากับผู้แทนของเกาหลีเหนือในกรุงปักกิ่งเป็นครั้งแรก หลังจากการอสัญกรรมของอดีตประธานาธิบดีคิมจองอิล และคิมจองอุลผู้บุตรก็ได้สืบทอดตำแหน่งแทน
แม้ว่าจะมีการแถลงถึงเป้าหมายในการเจรจาครั้งนี้ว่าเพื่อเชิญชวนหรือดึงเอาเกาหลีเหนือกลับเข้าสู่โต๊ะเจรจาเพื่อแก้ไขปัญหาการสร้างโรงงานนิวเคลียร์ แต่เนื้อแท้แล้วยังแฝงฝังไว้ด้วยความพยายามของสหรัฐที่จะทำให้เกาหลีเหนือคลายความเข้มข้นในระบอบการปกครองที่เป็นมาแต่เดิม เหมือนกับที่กำลังเกิดขึ้นในพม่าในขณะนี้
และแน่นอนว่าเป้าหมายสุดท้ายก็คือการดึงเกาหลีเหนือออกมาจากจีน ทำให้เกาหลีเหนือห่างจากจีน กระทั่งร่วมมือกับสหรัฐ หรือนำไปสู่การรวมประเทศกับเกาหลีใต้ในอนาคต ในสภาพที่ภายหลังการรวมประเทศแล้วจะทำให้เกิดสภาพใหม่ขึ้น
นั่นคือประเทศเกาหลีที่รวมกันใหม่ก็จะได้ขึ้นบัญชีว่าเป็นมิตรประเทศของสหรัฐเพิ่มขึ้นอีกประเทศหนึ่ง และหมายความอย่างตรงไปตรงมาว่าจีนได้สูญเสียมิตรประเทศที่มีความสัมพันธ์อย่างลึกซึ้งตั้งแต่ก่อนสงครามโลกครั้งที่สองไปอีกประเทศหนึ่งแล้ว
ในสภาพเช่นนี้ การเจรจาดังกล่าวจึงเป็นหนึ่งในกระบวนการรุกทางการทูตในแนวรบการต่างประเทศของสหรัฐที่กระทำขึ้นในเอเชีย และมีเป้าหมายสุดท้ายคือจีน ดังนั้นจังหวะก้าวเช่นนี้จึงน่าสนใจ และน่าพิจารณาในทางเชื่อมโยงกันกับจังหวะก้าวอื่น ๆ ของสหรัฐ
นั่นคือการสำรวจแนวรบด้านการต่างประเทศ หรือด้านการทูตของสหรัฐในเอเชีย เพราะในศตวรรษนี้การต่อสู้ขับเคี่ยวกันหาได้จำกัดอยู่ในเรื่องแสนยานุภาพเพียงอย่างเดียวแต่ประการใด
หากยังครอบคลุมไปถึงแนวรบอื่น ๆ อีกหลายแนว เช่น แนวรบด้านสื่อมวลชน แนวรบด้านเศรษฐกิจ แนวรบด้านการเงินการคลัง แนวรบด้านการศึกษาและวัฒนธรรม แนวรบด้านการทูตหรือการต่างประเทศ
ในบรรดาแนวรบเหล่านี้ เคยเป็นหัวข้อสนทนาครั้งสำคัญระหว่างพลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรีของประเทศไทย กับอดีตประธานาธิบดีเจียงเจ๋อหมิน ในช่วงเวลาที่สหภาพโซเวียดล่มสลายไม่นานนัก
การเจรจาหารือกันในครั้งนั้น ผู้นำทั้งสองเห็นพ้องต้องกันว่าโลกในอนาคตจะมีแนวรบต่าง ๆ เพิ่มมากขึ้น โดยแนวรบด้านสื่อมวลชนจะเป็นแนวรบด้านหน้าสุดและแนวรบด้านแสนยานุภาพทางทหารจะอยู่ด้านหลังสุด โดยมีแนวรบด้านการศึกษา วัฒนธรรม ด้านเศรษฐกิจ การเงินการคลัง ซึมซ่านอยู่ตลอดทั้งกระบวนการของการต่อสู้ขับเคี่ยวกัน
ในวันนี้แนวรบด้านการต่างประเทศหรือด้านการทูตก็ได้ปรากฏตัวให้เห็นแล้ว และกำลังปะทะกันอย่างดุเดือดเลือดพล่านในขอบเขตทั่วโลก
แม้ว่าในห้วงเวลาต้นศตวรรษใหม่นี้ สหรัฐและโลกทุนนิยมตะวันตกกำลังเพลี่ยงพล้ำในด้านเศรษฐกิจการเงินการคลังอย่างทั่วด้าน และกำลังตกอยู่ในสภาพวิกฤตครั้งร้ายแรงที่สุด อาจถึงขั้นล่มสลาย ดังที่เกิดปรากฏการณ์ชิมลางให้เห็นแล้ว นั่นคือปรากฏการณ์ Wall Street Occupy ที่ได้ขยายตัวไปถึง 1,500 เมืองทั่วโลกในขณะนี้
วิกฤตดังกล่าวประกอบเข้ากับความผิดพลาดทางยุทธศาสตร์ของสหรัฐที่วุ่นวายแทรกแซงไปทั่วโลก ทำให้ภาระค่าใช้จ่ายทางด้านการทหารพุ่งขึ้นสูงลิ่ว บั่นทอนพลังทางการผลิตและทางเศรษฐกิจลงอย่างหนักหน่วง จนทำให้ระบบเศรษฐกิจ การเงิน การคลังของสหรัฐตกอยู่ในภาวะวิกฤตครั้งร้ายแรงที่สุด
เป็นผลโดยตรงให้สหรัฐต้องตัดงบประมาณทางการทหารสำหรับงบประมาณปี 2555 ลงถึง 500,000 ล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐ หรือเท่ากับประมาณ 7 เท่าของงบประมาณแผ่นดินของประเทศไทย
ผลจากการตัดงบประมาณดังกล่าวกระทบต่อการดำรงแสนยานุภาพของสหรัฐในหลายพื้นที่ทั่วโลก โดยเฉพาะตะวันออกกลางและเอเชียตะวันตก จนต้องจำยอมถอนทหารออกจากหลายพื้นที่ และที่สำคัญกระทบต่อการศึกษาวิจัยและการผลิตอาวุธยุทโธปกรณ์ชนิดใหม่ ๆ ลงอย่างเป็นขั้นเป็นตอน
จนเป็นที่คาดหมายว่าถ้าภาวะวิกฤตดังกล่าวยังดำเนินต่อไปเพียง 3 ปี ก็จะทำให้สหรัฐหมดขีดความสามารถที่จะครองโลกด้านแสนยานุภาพอีกต่อไป และจะทำให้ประเทศจีนพัฒนาแสนยานุภาพไล่ทันสหรัฐด้วย
แม้ว่าแนวรบในบางด้านของสหรัฐจะอยู่ในภาวะถดถอยเพลี่ยงพล้ำ แต่สหรัฐนั้นเป็นมหาอำนาจที่ยิ่งใหญ่ของโลกมายาวนาน มีพื้นฐานแข็งแกร่ง เงินดอลลาร์สหรัฐยังคงตราคำว่า In God We Trust อยู่ นั่นหมายความว่าระบบระบอบทั้งปวงของสหรัฐตั้งอยู่บน “In God We Trust” ซึ่งความหมายที่แท้ก็คือ In Gun We Trust
ดังนั้นแม้ภาวะเพลี่ยงพล้ำถดถอยจะปรากฏขึ้นในบางด้านแล้ว ก็มิได้หมายความว่าสหรัฐจะเพลี่ยงพล้ำปราชัยไปหมดทุกด้าน และย่อมมิได้หมายความว่าความปราชัยได้เกิดขึ้นอย่างสัมบูรณ์แล้ว มันยังต้องอาศัยเงื่อนไขและพัฒนาการอีกไม่น้อย
ในภาวะดังกล่าวนี้ แนวรบด้านการต่างประเทศหรือด้านการทูตของสหรัฐกลับยังคงแข็งแกร่งและอยู่ในสภาพรุกโดยทั่วไป
แม้ว่าพลังการรุกในอาฟริกา ในตะวันออกกลาง ในลาตินอเมริกา จะอ่อนตัวลงบ้างแล้วก็ตาม แต่พลังการรุกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเอเชียตะวันออกไกลยังคงเข้มข้น กระทั่งได้กลายเป็นจุดหนักที่สุดของการรุกทางการต่างประเทศ หรือทางการทูตต่อเอเชียและประเทศจีน
และในความเป็นจริงนั้น ไม่เพียงแต่เป็นแค่การรุก ยังกล่าวได้ว่าเป็นการยึดครองหรือได้ชัยชนะต่อจีนและเอเชียในแนวรบนี้อย่างชัดเจน จนกระทั่งมีความเป็นไปได้ว่าหากพัฒนาการยังคงเป็นไปเช่นนี้ อีกไม่นานสหรัฐก็จะได้รับชัยชนะในด้านการต่างประเทศหรือในแนวรบทางการทูตอย่างทั่วด้านในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเอเชียตะวันออกไกล
การกล่าวเช่นนั้นอาศัยหลักฐานอะไรเล่า? ก็อาศัยหลักฐานในประการต่าง ๆ ที่จะกล่าวต่อไปนี้ โดยในเบื้องต้นนั้นก็เป็นที่รู้กันทั่วไปแล้วว่าเกาหลีใต้ ญี่ปุ่น ฟิลิปปินส์ นับเป็นพันธมิตรที่ใกล้ชิดที่สุดของสหรัฐในภูมิภาคนี้
และก่อนหน้านี้ย้อนไปถึงยุคสงครามเย็น ก็เป็นที่รู้กันทั่วไปเช่นเดียวกันว่าพม่า เกาหลีเหนือ เวียดนาม ลาว และกัมพูชา เป็นประเทศที่มีความใกล้ชิดสนิทสนมกับจีนและโซเวียดมากที่สุด
เฉพาะจีนนั้นได้ลงทุนลงแรงลงเงินให้กับพม่า เกาหลีเหนือ เวียดนาม และกัมพูชา รวมทั้งลาวด้วยสุดที่จะคณานับ
ส่วนอินเดียและไทย รวมทั้งประเทศอาเซียนส่วนใต้ คือมาเลเซีย บรูไน สิงคโปร์ อินโดนีเซีย ศรีลังกา นั้นอยู่ไกลออกไป แต่ก็นับได้ว่าล้วนเป็นมิตรของสหรัฐทั้งสิ้น ยกเว้นก็แต่อินโดนีเซียที่มีความระหองระแหงอยู่ไม่น้อย
มาถึงวันนี้เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น ฟิลิปปินส์ และประเทศในอาเซียนส่วนใต้ก็ยังดำรงความสัมพันธ์กับสหรัฐเช่นเดิมและระดับเดิม มิหนำซ้ำ สหรัฐยังดึงอินเดียเข้ามาถ่วงดุลประเทศจีนอย่างเห็นได้ชัดเพิ่มขึ้น
หลักฐานที่ชัดเจนก็คือ การที่กองเรือรบของอินเดียได้เข้าเยี่ยมท่าเวียดนามและแล่นเข้าสู่พื้นที่ในย่านหมู่เกาะสแปลชลี่ย์ในทะเลจีนใต้ ประสานกับกองเรือญี่ปุ่นทั้งที่เป็นเรือรบและเรือประมงที่เข้าไปป้วนเปี้ยนในพื้นที่เพิ่มขึ้นอย่างผิดหูผิดตา จนเกิดการกระทบกระทั่งกับจีนเป็นระยะ ๆ
ส่วนเวียดนามนั้น แม้เคยขับเคี่ยวทำสงครามกับสหรัฐมานานปี ประเทศพังย่อยยับ ผู้คนบาดเจ็บล้มตายนับล้าน และได้อาศัยความช่วยเหลือจากจีนในทุกด้านเป็นมูลค่าเงินมหาศาล แต่วันนี้เปลี่ยนไปแล้ว
เวียดนามได้ถูกปลดออกจากบัญชีประเทศศัตรูมาเป็นประเทศที่เป็นมิตรไปแล้ว บรรดานักลงทุนต่าง ๆ และความสัมพันธ์นานาชนิดระหว่างสหรัฐกับเวียดนามได้เพิ่มพูนขึ้นอย่างรวดเร็ว รวมทั้งความร่วมมือในด้านการพลังงาน
เป้าหมายสำคัญที่สุดก็คือความร่วมมือด้านการพลังงานที่จะช่วงชิงเอาจากแหล่งพลังงานในบริเวณหมู่เกาะสแปลชลี่ย์ในทะเลจีนใต้ และเพื่อการนี้จึงต้องมีการดึงเอาญี่ปุ่น ฟิลิปปินส์ และอินเดียเข้ามาผสมโรงด้วย
นี่คือกระบวนการรุกทางการทูตที่กระทำต่อประเทศจีนโดยแท้ และแน่นอนว่าสักวันหนึ่งก็จะทวีความรุนแรงกระทั่งอาจเกิดการกระทบกระทั่งด้วยแนวรบทางทหารหรือแสนยานุภาพขึ้น เพราะก่อนหน้านี้ไม่นานก็มีข่าวว่าสหรัฐมีแผนที่จะถอนเรือบรรทุกเครื่องบินจากกองเรือที่ 6 จำนวน 2 ลำ เข้ามาสมทบกับกองเรือที่ 7 ที่รับผิดชอบพื้นที่มหาสมุทรแปซิฟิกและทะเลจีนใต้
แต่แผนดังกล่าวต้องชะงักลงเพราะเกิดวิกฤตความขัดแย้งนิวเคลียร์ระหว่างอิสราเอล สหรัฐ กับอิหร่านขึ้น จนกระทั่งนำไปสู่ความปั่นป่วนในด้านพลังงานครั้งใหญ่ในปัจจุบันนี้
ตรงจุดนี้ก็เห็นได้ชัดเจนแล้วว่า ในแนวรบด้านการต่างประเทศนั้น จีนได้สูญเสียเวียดนามให้แก่สหรัฐไปแล้ว แต่ทว่าเวียดนามนั้นมีบทเรียนทางการสงครามมากมาย ฝ่ายนำของเวียดนามจึงต้องการหลีกเลี่ยงสงคราม ดังนั้นจึงยังคงใช้ความพยายามที่จะรักษาความสัมพันธ์กับจีนไว้ เพื่อพัฒนาประเทศของตน จึงทำให้เหตุการณ์บริเวณนี้ยังไม่ก้าวไปสู่ขั้นวิกฤต
ส่วนทางด้านพม่านั้น แม้จีนได้ทำนุบำรุงช่วยเหลือมาช้านาน แต่วันนี้ก็ถูกสหรัฐช่วงชิงไปแล้วเช่นเดียวกัน พม่าถูกยกเลิกการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ และถูกปลดออกจากบัญชีรายชื่อประเทศศัตรู และเปลี่ยนมาอยู่ในบัญชีรายชื่อมิตรประเทศของสหรัฐไปแล้ว
ดังนั้นจึงเกิดปรากฏการณ์นักลงทุนสหรัฐหลั่งไหลเข้าไปในพม่าอย่างคึกคัก ไม่ต่างอันใดกับภาวะข้าวใหม่ปลามันของคู่แต่งงานใหม่ ในขณะที่ได้เกิดปัญหาขึ้นระหว่างพม่ากับจีนในหลายเรื่อง เช่น การวางท่อแก๊สและน้ำมัน รวมทั้งการพัฒนาอื่น ๆ ที่ทำความตกลงกันไว้ระหว่างพม่ากับจีน
จากพม่าก็มาถึงประเทศไทย ในวันนี้ก็มีปรากฏการณ์ให้เห็นชัดเจนแล้วว่าสหรัฐได้เพิ่มกำลังรุกทางการต่างประเทศหรือทางการทูตต่อประเทศไทยครั้งใหญ่ที่สุด
การเพิ่มกระบวนงานหลายด้าน และบุคลากรจำนวนมาก รวมทั้งการขยายแนวรบเอ็นจีโอของ USAID ในประเทศไทย ได้เพิ่มขึ้นอย่างผิดหูผิดตา ผู้ปฏิบัติงานลับของสหรัฐกลาดเกลื่อนไปทั้งกรุงเทพฯ และเมืองใหญ่ ๆ
กระบวนการป้อนข้อมูลข่าวสารเข้าสู่สมองของผู้มีอำนาจในประเทศไทยเป็นกิจกรรมที่ทรงพลัง กระทั่งสามารถควบคุมระบบความคิดและการบัญชาการของกลุ่มอำนาจทั้งหลายในประเทศไทยได้เกือบจะสมบูรณ์
ผู้คนของสถานทูตสหรัฐในแต่ละวันมิได้เย็บปักถักร้อย เลี้ยงโต๊ะ ถ่ายรูปกับพ่อค้านักธุรกิจ แต่ได้พบปะกลุ่มอำนาจและกลุ่มพลังต่าง ๆ ทั้งทางลับและทางเปิดอย่างคึกคักยิ่งกว่าระยะใด ๆ ขับเคลื่อนแนวรบด้านการสื่อสาร ด้านการข่าว เข้าสู่ระบบการสื่อสารและสื่อมวลชนของประเทศไทยอย่างคึกคัก
ภาวะที่เป็นฝ่ายกุมสภาพและเป็นฝ่ายกระทำปรากฏชัดเจน ที่ถึงแม้ยังไม่ตั้งโรงเลี้ยงฉลองชัยชนะแต่ก็มีการตั้งวงดนตรีแจ๊สเชิญแขกผู้มีเกียรติไปสังสรรค์เสวนากันไม่เว้นวัน
สภาพเช่นนี้เกิดขึ้นทั้งในลาวและกัมพูชาด้วย เพียงแต่ปรากฏการณ์และผลที่เกิดขึ้นยังไม่ถึงขนาดเท่ากับที่ปรากฏในประเทศไทยเท่านั้น แต่ถึงกระนั้นก็กล่าวได้ว่าสำหรับกัมพูชาและประเทศไทยแล้วก็เหมือนม้า 2 ตัวที่กำลังลากรถให้กับบริษัท เชฟร่อนของสหรัฐ
สภาพเช่นนี้เมื่อต่อภาพทั้งหลายเข้าด้วยกันแล้ว ก็จะเห็นเป็นแนวยาวเหยียดตั้งแต่อินเดีย พม่า ไทย ลาว กัมพูชา เวียดนาม ฟิลิปปินส์ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ก่อสภาพเป็นเส้นหนาทึบที่ปิดกั้นประเทศจีนออกสู่มหาสมุทร
แต่ทว่าแนวยาวเหยียดนี้อาจจะทลายลงได้ด้วยช่องโหว่เล็ก ๆ ในแนวใหญ่นั้น และช่องโหว่เล็ก ๆ ที่ว่านี้ก็คือประเทศไทย เพราะประเทศไทยนั้นผิดกับประเทศอื่นๆ ในย่านนี้
เนื่องจากประเทศไทยมีประชากรระหว่าง 70-80% เป็นคนไทยที่มีเชื้อสายจีน ต้องการมีความสัมพันธ์ฉันญาติกับประเทศจีน เป็นความปรารถนาที่ไม่ว่ารัฐบาลไหน ๆ มาปกครองประเทศ ก็ไม่อาจเปลี่ยนเจตนารมณ์นี้ได้
จุดอ่อนตรงนี้ยังไม่แน่นหนาตราบใด การกระทบกระทั่งกันในทะเลจีนใต้ก็จะยังไม่เกิดขึ้น เพราะเหตุนี้การช่วงชิงเพื่อกระชับจุดอ่อนให้กลายเป็นจุดแข็งและมีความแน่นหนาจึงเป็นปรากฏการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นในประเทศไทยในขณะนี้
ความปราชัยในทางการต่างประเทศและในทางการทูตใน 5 ประเทศสำคัญของอาเซียนเป็นสถานการณ์ที่พรรคคอมมิวนิสต์จีนและรัฐบาลจีนจะต้องทบทวน ศึกษา และค้นคว้าหาเหตุผลต้นปลายอย่างเด็ดเดี่ยว จึงจะแก้ไขพลิกกลับสถานการณ์ได้.
|