Banner
ทุนนิยมโลกล้ม ปมช็อคนักวิชาการ
Wednesday, 28 March 2012 13:15

 

     สัปดาห์ก่อนมีรายงานข่าวเล็ก ๆ เปิดเผยว่า รัฐบาลสหรัฐยังคงมุ่งมั่นดำรงการแข่งขันกับจีนในทุกรูปแบบและทุกระดับ แม้ว่าสหรัฐเองก็กำลังประสบภาวะวิกฤตทางเศรษฐกิจอย่างร้ายแรง  

    

     โดยรัฐบาลสหรัฐและฝ่ายความมั่นคงได้กำหนดแผนงานสำคัญปฏิบัติต่อจีนในเชิงเศรษฐกิจชนิดหวังผลสองต่อ ซึ่งจะได้ผลคือ

    

     ประการแรก ดึงเงินทุนที่บรรดานักลงทุนเหล่านั้นได้นำไปลงทุนในประเทศจีน กลับประเทศสหรัฐ เพื่อเป็นรากฐานในการฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศ

 

     ประการที่สอง เป็นการดึงรั้งการพัฒนาเศรษฐกิจของจีนที่กำลังอยู่ในระดับทรงตัวในปัจจุบันนี้ ให้ทรุดตัวลง

 

     ถ้าหากรัฐบาลสหรัฐดำเนินการสำเร็จ และนักลงทุนจำนวนมากถอนการลงทุนจากจีนกลับประเทศแล้ว หรือย้ายฐานการผลิตกลับประเทศแล้ว ก็จะมีผลกระทบต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของจีนอย่างใหญ่หลวงและจะทำให้จีนลดความได้เปรียบในแนวรบด้านเศรษฐกิจและทางการทหารที่มีต่อสหรัฐลงด้วย

 

     รายงานข่าวดังกล่าวระบุว่า เพื่อดำเนินการตามแผนงานนี้ ประธานาธิบดีโอบามาถึงกับต้องลงโรงแสดงบทบาทนี้ด้วยตนเอง ด้วยการเชิญผู้บริหารระดับสูง ระดับประธาน หรือไม่ก็ระดับ CEO ของบริษัทจำนวนมากที่ตั้งฐานการผลิตในประเทศจีน หรือลงทุนในประเทศจีน เพื่อให้ดึงทุนกลับไปพัฒนาประเทศสหรัฐอเมริกา หรือไม่ก็ย้ายฐานการผลิตไปผลิตในสหรัฐอเมริกา

 

     ประธานาธิบดีโอบามาได้เสนอที่จะให้ผลตอบแทนและประโยชน์จูงใจเท่ากับที่กิจการเหล่านั้นได้รับจากการลงทุนหรือตั้งฐานการผลิตในประเทศจีน

แต่ปรากฏว่าแผนการดังกล่าวล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง เนื่องจากผู้บริหารที่ได้รับการขอร้องต่างปฏิเสธ

 

     และเหตุผลในการปฏิเสธก็เป็นอย่างเดียวกันคือ หากดึงทุนกลับมา หรือย้ายฐานการผลิตกลับสหรัฐอเมริกาแล้ว บริษัทเหล่านั้นก็จะไม่สามารถแข่งขันทางการตลาดกับคู่ต่อสู้หรือประเทศอื่น ๆ ได้ และในเรื่องนี้ แม้แต่ CEO คนใหม่ของแอปเปิ้ลก็ได้ปฏิเสธเช่นเดียวกัน 

 

      แหล่งข่าวระบุอีกว่าสำหรับรายของแอปเปิ้ลนั้น ประธานาธิบดีโอบามาได้ใช้ความจูงใจอย่างมาก โดยมุ่งมั่นว่าถ้าหากแอปเปิ้ลดึงทุนและย้ายการผลิตกลับประเทศ ก็เท่ากับเป็นการนำร่องให้กับบริษัทอื่น ๆ ในการดึงเงินทุนกลับหรือย้ายฐานการผลิตกลับสหรัฐอเมริกา เนื่องจากกิจการของแอปเปิ้ลในปัจจุบันนี้ถือเป็นกิจการแนวหน้าและก้าวหน้าที่สุดแห่งหนึ่ง และกำลังเป็นแบบอย่างให้กับกิจการจำนวนมากในโลก

 

     แต่ทว่าความพยายามนั้นก็ล้มเหลวเช่นเดียวกัน และการปฏิเสธของแอปเปิ้ลนั้นมีเหตุผลหนักหน่วงจนกระทั่งประธานาธิบดีโอบามาเองก็ไม่อาจตอบสนองได้ 

 

     เหตุผลในการปฏิเสธของแอปเปิ้ล มีหลายประเด็นสำคัญที่ได้สะท้อนถึงสภาพการแข่งขันของระบอบทุนนิยม และระบอบสังคมนิยม ที่ไม่สามารถปฏิบัติตามคำขอร้องของรัฐบาลสหรัฐ ที่สำคัญมีดังต่อไปนี้ 

 

     ประการแรก แอปเปิ้ลอ้างว่าการถอนการลงทุนหรือย้ายฐานการผลิตจำเป็นต้องคำนึงในเชิงเปรียบเทียบกับประเทศคู่แข่ง และกิจการคู่แข่ง ซึ่งลงทุนหรือมีฐานการผลิตในประเทศจีนด้วย หากผลเปรียบเทียบปรากฏว่าการย้ายฐานการผลิตหรือการย้ายการลงทุนเสียเปรียบแก่คู่แข่งขัน

และผลการเปรียบเทียบนั้นปรากฏว่ากิจการลงทุนและการผลิตต่าง ๆ ได้รับผลประโยชน์และมีความจำเป็นต้องอยู่ในจีนต่อไป ถ้าหากแอปเปิ้ลต้องถอนออกมาเจ้าเดียว ก็มีความเสี่ยงภัยสูงถึงขนาดอาจล้มละลายได้ 

 

      ประการที่สอง CEO แอปเปิ้ลระบุว่าในประเทศจีนนั้นแอปเปิ้ลสามารถเร่งการผลิตได้ตลอด 24 ชั่วโมง เพราะสามารถจัดแรงงานได้เป็น 3 กะ และยังมีแรงงานจีนเข้าคิวที่จะทำงานกับแอปเปิ้ลเป็นจำนวนมาก แต่ในสหรัฐไม่สามารถทำได้ และไม่มีเสถียรภาพในการจ้าง เนื่องจากมีข้อเรียกร้องและความไม่เสถียรภาพของอัตราค่าแรง ตลอดจนการเรียกร้องเรื่องสวัสดิการได้ทำให้ต้นทุนไม่มีเสถียรภาพ และต่อสู้กับคู่แข่งไม่ได้ 

 

     ประการที่สาม กิจการของแอปเปิ้ลในประเทศจีนที่เป็นจุดหลักคือการประกอบ โดยมีผู้รับช่วงการผลิตชิ้นส่วนจำนวนมากรับไปดำเนินการผลิตชิ้นส่วนและป้อนให้กับโรงงานประกอบของแอปเปิ้ล ซึ่งบริษัทที่ผลิตชิ้นส่วนเหล่านั้นมีขีดความสามารถสูง มีฝีมือสูง และมาตรฐานเดียวกับสหรัฐอเมริกา ซึ่งระบบการผลิตชิ้นส่วนรายย่อยแบบนี้ในประเทศสหรัฐอเมริกาไม่สามารถตอบสนองให้ได้ 

 

     ประการที่สี่ CEO แอปเปิ้ลยืนยันว่าเป็นจุดสำคัญของการแข่งขันในตลาดไอทีของโลก คือความรวดเร็วฉับไว และก้าวหน้า ซึ่งในประเทศจีนนั้นแอปเปิ้ลสามารถปรับปรุงสายพานการผลิต ปรับปรุงมาตรฐาน ปรับปรุงโมเดลได้อย่างฉับไว เพียงส่งแบบคำสั่งเท่านั้น ทุกองค์กรที่ผลิตชิ้นส่วนและหน่วยประกอบก็สามารถทำได้ทันที แต่ในสหรัฐต้องใช้เวลามากเนื่องจากต้องผ่านการตรวจสอบและได้รับอนุญาตหลายขั้นตอนซึ่งเป็นอุปสรรคขัดขวางการผลิตในโลกยุคใหม่ 
    

     ด้วยเหตุผลเหล่านี้จึงทำให้รัฐบาลสหรัฐไม่สามารถตอบสนองและจูงใจนักลงทุนให้ถอนการผลิตและย้ายการผลิตจากจีนได้ 

 

     รายงานข่าวดังกล่าวแม้ว่าเป็นข่าวเพียงชิ้นเล็กๆ แต่ได้สะท้อนให้เห็นถึงการแข่งขันของระบอบเศรษฐกิจสองระบอบ คือ ระบอบทุนนิยมและระบอบสังคมนิยมอย่างชัดเจน

 

     และเห็นได้ชัดว่าเมื่อระบอบทุนนิยมและระบอบสังคมนิยม พัฒนามาถึงขั้นที่ใกล้เคียงกันแล้ว ก็ได้ผลสรุปอย่างชัดเจนว่าขีดความสามารถในการแข่งขันของระบอบสังคมนิยมสูงกว่า มีประสิทธิภาพมากกว่า มีพลังการผลิตที่ใหญ่โตกว่า และมีความก้าวหน้ากว่า โดยที่ระบอบทุนนิยมไม่สามารถปรับตัวทำตามได้ จึงทำให้ไม่สามารถแข่งขันได้

 

     ผลสรุปดังกล่าวได้แสดงผลอย่างชัดเจนในทุกปริมณฑลของโลกในปัจจุบันนี้ นั่นคือสหรัฐและประเทศทั่วโลกกำลังพ่ายแพ้ในการแข่งขันอย่างทั่วด้านกับระบอบสังคมนิยม

 

     สถานการณ์ที่เป็นจริงกำลังเปิดตัวออกมาให้เห็นถึงสมรรถนะในการแข่งขันของระบอบทุนนิยมและแบบสังคมนิยมแบบจีนอย่างต่อเนื่องต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง และบัดนี้ประเทศในระบอบทุนนิยมเองก็ได้ยอมรับถึงความจริงแล้วอย่างน้อย 2 เรื่อง คือ

 

     เรื่องแรก สถาบันที่มีชื่อเสียงเกี่ยวกับระบอบการปกครองของสหรัฐได้ยอมรับอย่างตรงไปตรงมาเมื่อปลายปีที่แล้วว่า การส่งออกระบอบประชาธิปไตยให้แก่ประเทศในเอเชียประสบความล้มเหลว และพวกเขาก็เลือกระบอบการปกครองที่สอดคล้องกับประเทศของเขาเอง กระทั่งพิสูจน์ให้เห็นว่าระบอบการปกครองที่เป็นอยู่ในหลายประเทศในเอเชียมีประสิทธิภาพยิ่งกว่าประเทศต้นแบบเสียอีก

 

      เรื่องที่สอง ศูนย์กลางแห่งระบอบทุนนิยมของโลกทั้งในสหรัฐอเมริกาและยุโรปกำลังล่มสลายลงทั้งในภาครัฐและภาคประชาชน โดยต่างก็มีภาระหนี้สินล้นพ้นตัว กระทบต่อเสถียรภาพอย่างทั่วด้าน ในขณะที่ประเทศสังคมนิยมกำลังตั้งหลักและกลายเป็นศูนย์กลางความเจริญรุ่งเรือง โดยเฉพาะจีนกำลังก้าวเข้าสู่ลำดับหนึ่งทางเศรษฐกิจของโลก

 

     ปรากฏการณ์ล่มสลายของระบอบทุนนิยมเป็นที่รับรู้กันทั่วโลกแล้ว ทำให้บรรดานักวิชาการตะวันตกและที่นิยมตะวันตก แม้นักวิชาการระดับมันสมองพากันช็อคเป็นทิวแถว ที่ต้องช็อคกันเป็นทิวแถวเพราะนักวิชาการเหล่านั้นมีความรู้เกี่ยวกับจีนน้อยมาก ความรู้ส่วนใหญ่อ่านจากเอกสารและรายงานต่าง ๆ ที่ตะวันตกสร้างขึ้นทั้งสิ้น บางคนไม่เคยไปประเทศจีนเลยแม้แต่ครั้งเดียว และไม่รู้จักผู้นำจีนเลยแม้แต่คนเดียว กลับตั้งตนเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องจีน ออกความคิดเห็นเรื่องจีนมาโดยตลอด ถึงวันนี้ก็ต้องหงายท้องเพราะสิ่งที่เคยวิเคระห์ เคยคาดการณ์ไว้เป็นความคิดชี้นำคนไทยล้มครืนลงหมดแล้ว

 

     เมื่อครั้งที่จีนเปิดประเทศใหม่ ๆ มีอัตราเติบโตทางเศรษฐกิจระดับ 2 หลัก นักวิชาการจำนวนมากได้ก็พูดตามตะวันตกว่าจีนพัฒนาร้อนแรงเกินระดับปกติ หรือโอเว่อร์ฮีทไปแล้ว พูดอย่างนี้มา 20 กว่าปีแล้ว สภาพโอเว่อร์ฮีทก็ไม่ได้มีผลกระทบให้เศรษฐกิจจีนล่มสลายแต่ประการใด

 

     มาวันนี้นักวิชาการด้านจีนบางกลุ่มก็เริ่มเสนอวาทะกรรมใหม่ว่าจีนพัฒนามาถึงขีดสุดแล้ว หากไม่ปรับตัวเป็นทุนนิยมให้ทันท่วงที จีนก็จะล่มสลายแบบโซเวียด

 

     ช่างเป็นเรื่องน่าขัน เพราะสภาพของจีนกับโซเวียดต่างกัน สหภาพโซเวียดล่มสลายไม่ใช่เพราะปัญหาโอเว่อร์ฮีททางเศรษฐกิจ แต่ปัญหาเกิดจากเร่งปฏิรูปการเมืองตามคำชักชวนของผู้นำสหรัฐก่อนโดยไม่ปฏิรูปทางเศรษฐกิจก่อน

 

     นักวิชาการโซเวียดหลายคนเคยกล่าวถึงเรื่องนี้ สภาพเช่นนั้นตรงกันข้ามกับจีนเพราะจีนปฏิรูปทางเศรษฐกิจก่อน และปฏิรูปการเมืองเป็นขั้น ๆ บนพื้นฐานความจริงของประเทศจีน โดยอาศัยลัทธิมาร์คเลนิน ความคิดเหมาเจ๋อตง

 

     ปรากฏการณ์ที่เห็นได้จากภายนอกคือแผนพัฒนาฉบับที่ 12 ของจีนนั้น แสดงให้เห็นอยู่ในตัวแล้วว่าการพัฒนาของประเทศจีนยังไม่ถึงจุดอิ่มตัว และยังไกลจากจุดอิ่มตัวอีกมาก พลังการผลิตของสังคมนิยมแบบจีนก็ยังไปได้อีกไกล

 

     แม้การนำของจีนจะถูกส่งทอดไปยังรุ่นที่ห้า การพัฒนาเศรษฐกิจของจีนก็จะยังคงเดินหน้าต่อไป เอากันเฉพาะแผนพัฒนาประเทศจีนก็เป็นเรื่องที่นักวิชาการไทยและนักวิชาการตะวันตกรู้น้อยมาก

 

     การทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจของจีนนั้นเขาไม่ได้ทำราย 5 ปีเหมือนประเทศไทย แต่เขาทำเป็นรอบ 50 ปีเป็นกรอบใหญ่ จากนั้นก็จะออกประกาศใช้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมเป็นรายฉบับ ๆ ละ 5 ปี ซึ่งปัจจุบันนี้อยู่ในช่วงแผนพัฒนาฉบับที่ 12

 

     ในขณะที่มีการดำเนินแผนพัฒนาแต่ละฉบับนั้น ก็มีการปรับปรุงกรอบ 50 ปี ให้สอดคล้องกับสภาพการณ์พัฒนาที่เป็นจริงด้วย

 

     ที่สำคัญคือทิศทางการพัฒนานั้นแน่วแน่ชัดเจน ไม่ใช่นึกเอา หรือคาดฝันเอาตามวิสัยทัศน์ของนักการเมืองที่หมุนเวียนผลัดเปลี่ยนกันมาแบบไม่รู้หัวนอนปลายตีน

การพัฒนาเหล่านั้นอยู่ภายใต้การชี้นำทางทฤษฎี คือลัทธิมาร์คเลนิน ความคิดเหมาเจ๋อตง ทฤษฎีของเติ้งเสี่ยวผิง เจียงเจ๋อหมิน และหูจิ่งเทา โดยมีพื้นฐานประสบการณ์ของมวลชนอันเป็นรากฐานแห่งประชาชาติจีนรองรับอยู่

 

     ทำให้สิ่งที่เรียกว่าความจริง ประสบการณ์ และแผนปฏิบัติเป็นเนื้อเดียวกัน ไม่ใช่ความจริงไปทางหนึ่ง แผนไปทางหนึ่ง และปฏิบัติไปอีกทางหนึ่ง

ด้วยแบบแผนอย่างนี้ ประเทศจีนจึงไม่จำเป็นจะต้องปรับตัวเป็นทุนนิยมแบบสหรัฐหรือยุโรป และเชื่อว่าจีนจะยังคงดำเนินลัทธิสังคมนิยมแบบจีน ภายใต้ทฤษฎีที่ชี้นำนั้นต่อไป

 

     และที่สำคัญหลังเปิดประเทศแล้ว จีนมีบทเรียนที่อุดมสมบูรณ์ เมื่ออาศัยอาวุธอันทรงพลังยิ่ง 2 ชนิดของลัทธิมาร์คเลนิน และความคิดเหมาเจ๋อตง คือ หลักปรัชญาวัตถุนิยมวิภาษ และวัตถุนิยมประวัติศาสตร์ รวมทั้งหลักการวิพากษ์วิจารณ์ตนเองแล้ว จะทำให้การพัฒนาประเทศจีนผิดพลาดหรือล้มครืนลงได้ยาก

 

     เมื่ออยากจะหายช็อค ก็ต้องเปิดหูเปิดตามองจีนและเข้าใจจีนตามที่จีนเขาเป็น ไม่ใช่ตามที่ตะวันตกเขาบอก.