bg-head-3

ไทยจะเตรียมตัวเข้าสู่เสรีอาเซียนอย่างไร?

     อีกสามปีข้างหน้าจะมีเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้นแก่บรรดาประเทศและประชาชนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ครั้งสำคัญที่สุดอีกครั้งหนึ่ง นั่นคือการก้าวเข้าสู่ประชาคมอาเซียนหรือที่เรียกว่าเสรีอาเซียน

    

     สิ่งที่เรียกว่าประชาคมอาเซียนหรือเสรีอาเซียนนั้น ก็คือสภาพที่บรรดาสมาชิกอาเซียน 10 ประเทศ จะก้าวเข้าสู่ความร่วมมือกันในมิติใหม่ทำนองเดียวกับที่เคยเกิดขึ้นในยุโรปเป็นประชาคมยุโรป

 

     พูดให้เข้าใจง่าย ๆ ก็คือทั้ง 10 ประเทศอาเซียนจะเข้าใกล้ระยะที่เหมือนกับเป็นประเทศเดียวกันมากขึ้น ที่สำคัญคือ

 

     ประชากรของประเทศสมาชิกจะไปมาหาสู่กันได้อย่างสะดวกและง่ายดายมากขึ้น โดยไม่ต้องมีวีซ่า และไม่ต้องผ่านการตรวจอย่างเข้มงวด คือมีสภาพคล้าย ๆ กับเป็นกลุ่มประเทศเดียวกัน แต่มิได้หมายความว่าแต่ละประเทศจะสูญเสียความเป็นเอกราชและอธิปไตยของตนไป

 

     ดินแดนของใครเป็นอยู่อย่างไรก็ยังคงเป็นอยู่อย่างนั้น

 

     ประเทศสมาชิกอาเซียนจะทำมาค้าขายกันอย่างสะดวกดายมากขึ้น ไม่มีการจัดเก็บภาษีข้ามแดนหรือที่เรียกว่าภาษีศุลกากรระหว่างกัน นั่นคือในการส่งสินค้าข้ามแดนจากประเทศหนึ่งไปอีกประเทศหนึ่งจะไม่ต้องเสียภาษีศุลกากร หรือเสียในอัตราศูนย์ แต่อาจมีการตรวจสอบคุณภาพหรือคุณสมบัติบางอย่างของสินค้าได้

จะมีความสะดวกสบายในเรื่องการพกพาหรือการโอนเงินระหว่างประเทศหนึ่งไปยังอีกประเทศหนึ่งได้ง่ายดายขึ้นกว่าแต่ก่อน

 

     จะมีคณะกรรมการบริหารหรืออีกนัยหนึ่งก็คือคณะรัฐมนตรีหรือคณะมนตรีของอาเซียนเพื่อทำหน้าที่กำหนดนโยบายหรือเรื่องราวต่าง ๆ อันเป็นส่วนรวมของประเทศสมาชิก ซึ่งอาจกล่าวได้ว่าเป็นคณะรัฐมนตรีของประเทศอาเซียนก็ได้

 

     เหล่านั้นคือสิ่งที่จะเกิดในอีก 3 ปีข้างหน้า ซึ่งต้องถือว่าเป็นความเปลี่ยนแปลงขนาดใหญ่และจะต้องเตรียมการกันในหลายเรื่องเพื่อเข้าสู่สภาวการณ์ใหม่

 

     เพราะประเทศไทยก็เป็นสมาชิกประเทศหนึ่งของอาเซียนและเป็นสมาชิกสำคัญของอาเซียนด้วย เพราะประเทศไทยเป็น 1 ใน 5 ประเทศก่อตั้งอาเซียนเมื่อกว่า 50 ปีที่ผ่านมา

 

     ที่สำคัญคือประเทศไทยตั้งอยู่ในภูมิยุทธศาสตร์ที่เป็นศูนย์กลางของอาเซียนโดยตรง มีภูมิยุทธศาสตร์ที่เป็นเลิศของโลก และมีศักยะที่จะเป็นมหาอำนาจไม่ต่างกับสหรัฐอเมริกา

 

     อันประเทศที่มีศักยภาพจะเป็นมหาอำนาจของโลกได้นั้น จะต้องมีเงื่อนไขสำคัญประการหนึ่งคือตั้งอยู่สองฝั่งคาบมหาสมุทร ซึ่งสหรัฐมีสถานะเช่นนั้น เพราะด้านซ้ายติดกับมหาสมุทรแปซิฟิก ด้านขวาติดกับมหาสมุทรแอตแลนติก

 

     ประเทศไทยซึ่งอยู่ฝั่งตรงกันข้ามอีกซีกโลกหนึ่งกับสหรัฐก็มีสถานะเหมือนกัน คือด้านขวาติดกับมหาสมุทรแปซิฟิก ด้านซ้ายติดกับมหาสมุทรอินเดีย แต่ไทยได้เปรียบกว่าสหรัฐมากเพราะ

 

     ประการแรก ภูมิยุทธศาสตร์ของประเทศไทยสามารถไปถึงประชากรค่อนโลกมากกว่าสหรัฐหลายเท่า

 

     ประการที่สอง ประเทศไทยตั้งอยู่ในจุดภูมิยุทธศาสตร์ที่มีเส้นทางเดินเรือของโลก 70-80% ผ่าน และเป็นเส้นทางลำเลียงพลังงานของโลกถึง 70% ด้วย และประเทศไทยสามารถทำให้เส้นทางเดินเรือและเส้นทางพลังงานเหล่านี้ผ่านประเทศไทยโดยตรงได้โดยการขุดคลองไทยหรือคลองกระ ซึ่งทำได้เมื่อใดก็จะเป็นเงื่อนไขสำคัญแห่งความเจริญรุ่งเรืองเมื่อนั้น

 

     ประการที่สาม ภายในระยะเวลา 3 ชั่วโมงบินจากประเทศไทยก็สามารถไปสู่ประเทศที่มีประชากรมากที่สุด 1,500 ล้านคนคือจีน และไปยังประเทศที่มีประชากรมากเป็นลำดับสองของโลก 1,200 ล้านคนคืออินเดียได้ ในขณะที่ผืนแผ่นดินโดยรอบประเทศไทยมีอาณาเขตติดต่อถึง 5 ประเทศ เป็นศูนย์กลางของประชากร 600 ล้านคน

 

     แต่เป็นที่น่าเสียดายว่าตลอดระยะเวลาอันยาวนานของประวัติศาสตร์ ประเทศไทยไม่เคยใช้ศักยภาพอันยอดเยี่ยมนี้เพื่อก้าวไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองและมั่งคั่งของอาณาจักรนี้เลย มิหนำซ้ำ ยังสมยอมให้ต่างชาติบั่นทอนศักยภาพอันล้ำเลิศนี้อย่างเป็นขั้นเป็นตอน ดังที่เป็นอยู่ในขณะนี้

 

     ประเทศไทยต้องการรัฐบุรุษหรือวีรชนของชาติที่จะมานำพาประชาชนชาวไทยไปสู่การสร้างสรรค์ประเทศชาติ ตามศักยภาพอันยอดเยี่ยมของภูมิยุทธศาสตร์ที่บรรพบุรุษสร้างไว้ให้

 

     เราคงไม่จมปลักอยู่กับนักการเมืองและพรรคการเมืองซึ่งเป็นปัญหาสำคัญของประเทศชาติมากว่า 70 ปีแล้วอีกต่อไป รัฐบุรุษและวีรชนของประชาชาติไทยย่อมปรากฏตัวขึ้นในสักวันหนึ่ง

 

     นั่นคือภารกิจอันสำคัญยิ่งและเป็นใจกลางของประเทศไทย ในการใช้ศักยภาพอันยอดเยี่ยมทางภูมิยุทธศาสตร์ที่ทำได้เท่าใดก็ได้ผลเท่านั้น และทำได้เร็วเท่าใดก็ได้ผลเร็วเท่านั้น นี่คือขุมทรัพย์อันล้ำค่าของประชาชาติไทยที่จะต้องช่วงชิงให้เกิดขึ้นก่อนที่ประเทศไทยเข้าสู่ประชาคมเสรีอาเซียน

 

     ก่อนที่จะถึงวันเวลาที่ 10 ประเทศอาเซียนจะเป็นประชาคมอาเซียนนั้น เราควรพิจารณาในเรื่องใดที่มีนัยยะสำคัญบ้าง เห็นว่าสารัตถะที่สำคัญจะมีเรื่องดังต่อไปนี้

 

     เรื่องที่หนึ่ง คือเรื่องภาษากลางของอาเซียน ซึ่งปรากฏว่าในบรรดาอาเซียน 10 ประเทศนั้น ต่างคนต่างมีภาษาของตนเอง ไม่อาจใช้ภาษาของประเทศใดประเทศหนึ่งเป็นภาษากลางของอาเซียนได้ ดังนั้นจึงจำเป็นอยู่เองที่ต้องใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษากลางของอาเซียน

 

     แต่ทว่าในบรรยากาศการแข่งขันของโลกปัจจุบันนี้ จะมีแค่ภาษาอังกฤษเป็นภาษากลางของอาเซียนเท่านั้นหรือ สภาพความเป็นจริงที่เปลี่ยนแปลงไปแล้วในโลกได้เผยให้เห็นว่าภาษาจีนกำลังเพิ่มบทบาทและนัยยะสำคัญที่จะเป็นหนึ่งในภาษากลางของโลกด้วย

 

     เวลานี้ในสหประชาชาติก็ได้ยอมรับเอาภาษาจีนเป็นหนึ่งในภาษาที่ใช้ในสหประชาชาติแล้ว แม้ในประเทศต่าง ๆ ก็เร่งการเรียนการสอนภาษาจีนกันอย่างคึกคักโดยเฉพาะประเทศในยุโรปถึงกับเปิดการเรียนภาษาจีนอันอย่างกว้างขวาง

 

     ในประเทศอาเซียนก็เช่นเดียวกัน มีการส่งนักเรียนไปเรียนภาษาจีนและรับครูจีนเข้ามาสอนในประเทศอาเซียนกันอย่างกว้างขวางครึกโครม เพราะต่างคนต่างก็รู้ว่าจีนกำลังกลายเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจของโลก เป็นผู้ค้ารายใหญ่ของโลกและของแต่ละประเทศด้วย

 

     ในเรื่องนี้ประเทศไทยได้เปรียบกว่าชาติอาเซียนอื่นเพราะคนไทยส่วนใหญ่มีเชื้อสายจีน แต่กลับมีจุดอ่อนยิ่งใหญ่เพราะประเทศไทยถูกห้ามเรียนห้ามสอนภาษาจีนเป็นระยะเวลายาวนานถึง 35 ปีในช่วงระยะเวลาสงครามเย็น ดังนั้นการเร่งรัดการเรียนการสอนภาษาจีนเพื่อชดเชยกับอดีตจึงเป็นความจำเป็นอย่างยิ่งของประเทศไทย

 

     การที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการแสดงเจตนาขอให้รัฐบาลจีนส่งครูจีนเข้ามาสอนภาษาจีนในประเทศไทยอย่างน้อยปีละ 5,000 คนในระยะเวลา 3 ปีจากนี้ไปจึงเป็นการสอดคล้องกับความเรียกร้องต้องการของสถานการณ์รวมและทันท่วงทียิ่ง

 

     เรื่องที่สอง ได้แก่เรื่องสกุลเงินที่อาเซียนจะใช้ในการค้าขายแลกเปลี่ยนหรือในการชำระค่าบริการซึ่งกันและกันว่าจะใช้เงินสกุลใดบ้าง ซึ่งในปัจจุบันนี้ต้องถือว่าสกุลดอลลาร์ของสหรัฐและสกุลยูโรของยุโรปเป็นสองสกุลเงินที่มีบทบาทในโลก

 

     แต่สิ่งที่ต้องมองให้เห็นอย่างแจ่มแจ้งก็คือการเพิ่มขึ้นของบทบาทของเงินหยวนต่อวงการเงินของโลก ที่กำลังเจริญเติบโตด้วยอัตราเร่งที่รวดเร็วมาก และปัจจุบันนี้แต่ละประเทศได้พยายามช่วงชิงทำข้อตกลงทวิภาคีกับจีน เพื่อใช้เงินหยวนเป็นสกุลกลางในการซื้อขายแลกเปลี่ยนและชำระค่าบริการระหว่างกัน

 

    เป็นการลดความเสียเปรียบและลดค่าใช้จ่ายในการแลกเปลี่ยนเงินตราระหว่างประเทศที่เป็นประโยชน์แก่ประเทศคู่ค้าอย่างเป็นเนื้อเป็นหนัง ซึ่งในเรื่องนี้ประเทศในอาเซียนแทบทุกประเทศต่างช่วงชิงทำความตกลงทวิภาคีกับจีนเพื่อใช้เงินหยวนเป็นสกุลกลางกันโดยทั่วไปแล้ว

 

     ดังนั้นจึงมีแนวโน้มชัดเจนแล้วว่าเมื่อมีการเปิดเสรีอาเซียน เงินหยวนก็จะมีบทบาทเป็น 1 ใน 3 สกุลที่จะใช้เป็นเงินสกุลกลางในการซื้อขายแลกเปลี่ยนและชำระค่าบริการระหว่างกันคือภายในประเทศอาเซียนด้วยกันเอง กับประเทศอื่น ๆ

 

     การลงนามความตกลงเกี่ยวกับการใช้เงินหยวนระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลจีนเมื่อครั้งนายสีจิ้นผิง รองประธานาธิบดีจีนเดินทางมาเยือนประเทศไทยจึงเป็นส่วนหนึ่งของการเตรียมการในเรื่องนี้

 

     เมื่อภาครัฐได้ริเริ่มขึ้นแล้ว ยังคงต้องเพิ่มอัตราเร่งและขยายความร่วมมือในการใช้เงินหยวนในลักษณะทวิภาคีให้มากขึ้น และเพื่อรองรับกับภารกิจนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทยก็ได้เปิดสำนักงานตัวแทนขึ้นในกรุงปักกิ่งแล้ว

 

     จึงคงเหลือว่าการเพิ่มปริมาณและเพิ่มปริมณฑลของการใช้เงินหยวนในเรื่องต่าง ๆ จะมีอัตราเร่งที่ทันท่วงทีต่อการแข่งขันกับประเทศอื่น ๆ หรือไม่เท่านั้น

 

     ในเรื่องนี้ปัจจัยชี้ขาดสำคัญอยู่ที่ความสำเร็จในการพัฒนาเศรษฐกิจของจีนด้วย ซึ่งปัจจุบันนี้จีนเป็นประเทศที่มีอัตราเติบโตทางเศรษฐกิจสูงที่สุดของโลก เป็นประเทศที่เป็นเจ้าหนี้รายใหญ่ที่สุดของโลก และเป็นประเทศที่ส่งออกสินค้ามากที่สุดของโลกด้วย

 

     สภาพดังกล่าวจะหนุนส่งให้บทบาทของเงินหยวนขยายตัวและมีฐานะสำคัญในการค้าระหว่างประเทศเพิ่มขึ้น ยิ่งยุโรปและสหรัฐประสบกับวิกฤตทางเศรษฐกิจมากเท่าใดก็ยิ่งเปิดพื้นที่และช่องว่างให้กับการขยายบทบาทและพื้นที่ให้กับเงินหยวนมากขึ้นเท่านั้น

 

     เรื่องที่สาม ระบบการขนส่งหรือที่เรียกว่าลอจิสติกส์ซึ่งสอดคล้องเกี่ยวเนื่องกับภูมิยุทธศาสตร์ของอาเซียนด้วย

 

     ในบรรดาสมาชิกอาเซียน 10 ประเทศนั้น มีดินแดนติดกับประเทศไทย 4 ประเทศคือพม่า ลาว กัมพูชา และมาเลเซีย มีประเทศที่นับถือศาสนาพุทธ 5 ประเทศ คือไทย พม่า ลาว กัมพูชา เวียดนาม มีประเทศที่นับถือศาสนาอิสลาม 3 ประเทศคืออินโดนีเซีย มาเลเซีย บรูไน เป็นประเทศที่นับถือศาสนาคริสต์ 1 ประเทศคือฟิลิปปินส์ และเป็นประเทศที่ไร้ศาสนา 1 ประเทศคือสิงคโปร์

 

     ในบรรดา 10 ประเทศของอาเซียนนั้น ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย และสิงคโปร์เป็นประเทศที่เป็นเกาะ

 

     ดังนั้นโดยสภาพทางภูมิศาสตร์ ไทยจึงเป็นประเทศที่มีลักษณะธรรมชาติที่เป็นศูนย์กลางของประเทศกลุ่มอาเซียนโดยธรรมชาติอยู่แล้ว ฐานะความเป็นศูนย์กลางนี้ได้มาจากการประทานให้ของธรรมชาติ คงเหลือแต่การขยายบทบาทให้อำนวยประโยชน์สูงสุดเท่านั้น

 

     ไทยเป็นประเทศเล็ก และรักสงบ ดังนั้นแม้จะตั้งอยู่ในภูมิยุทธศาสตร์ที่ล้ำเลิศ แต่ไม่สามารถดำรงความเจริญรุ่งเรืองหรือเป็นมหาอำนาจลำดับหนึ่งได้ แต่เมื่อใดก็ตามที่ประเทศไทยสามารถผนึกกำลังกับมิตรประเทศเพื่อใช้ประโยชน์สูงสุด เมื่อนั้นความรุ่งเรืองไพบูลย์ก็ย่อมบังเกิดขึ้น

 

     ดังนั้นนอกจากความเป็นศูนย์กลางของ 5 ประเทศอาเซียนที่มีผืนแผ่นดินติดต่อกันคือไทย พม่า ลาว กัมพูชาและมาเลเซีย ซึ่งเชื่อมต่อไปได้ถึงเวียดนามทางตะวันออก เชื่อมโยงถึงบรูไน สิงคโปร์ ทางด้านใต้ และเชื่อมโยงโดยเส้นทางบินถึงฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย ได้โดยง่าย

 

     นอกจากนั้นยังเชื่อมโยงไปถึงอินเดีย จีน ญี่ปุ่นและเกาหลีโดยเส้นทางบินที่สะดวกยิ่ง

 

     แต่แกนหลักที่จะเสริมให้ภูมิยุทธศาสตร์และความร่วมมือกับมิตรประเทศของไทยเอื้อประโยชน์สูงสุดต่อประเทศไทยภายใต้ศักยภาพอันล้ำเลิศของภูมิยุทธศาสตร์ของประเทศไทยยังคงอยู่ที่ 2 จุดใหญ่คือ

 

     หนึ่ง มิตรประเทศที่มีดินแดนติดกันได้แก่พม่า ลาว กัมพูชาและมาเลเซีย ที่ไทยจะต้องผนึกความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันและร่วมมือกันให้แน่นแฟ้น เพื่อเป็นศูนย์กลางของแผ่นดินของประเทศอาเซียน โดยสามารถขยายไปถึงเวียดนาม บรูไน และสิงคโปร์ได้อีกด้วย

 

     สอง คือจีน ที่แม้จะมีมิตรประเทศอื่นคั่นกลางได้แก่พม่าและลาว แต่ระยะทางที่มีผืนแผ่นดินคั่นกลางนั้นไม่ไกลกันนัก เพียงแค่ระยะ 1 ชั่วโมงของรถไฟความเร็วสูงหรือ 50 นาทีโดยเส้นทางบินก็สามารถเชื่อมโยงถึงกันได้แล้ว

 

     ปัจจุบันนี้กำลังมีความพยายามที่จะเชื่อมการคมนาคมทางบกทั้งรถยนต์และรถไฟจากจีนมายังไทยอย่างคึกคัก คงเหลือแต่ว่าจะมองเห็นว่าเส้นทางใดเป็นกระดูกสันหลังของระบบลอจิสติกส์ไทย-จีน หรืออาเซียน-จีนต่างหาก

 

     เส้นทางที่จะเป็นกระดูกสันหลังของระบบลอจิสติกส์ไทย-จีน หรืออาเซียน-จีน ก็คือเส้นทางจากคุนหมิงผ่านลาว ลงมายังจังหวัดพิษณุโลก แล้วแยกออกเป็น 3 สาย

 

            สายหนึ่ง ลงใต้ ผ่านกรุงเทพฯ ไปยังสุไหงโก-ลก เข้าสู่มาเลเซีย

 

           สายที่สอง เข้าพม่า ไปออกยังท่าเรือน้ำลึกและตัดผ่านไปยังประเทศอินเดีย

 

           สายที่สาม เข้าลาว แล้วแยกลงล่างไปยังกัมพูชาออกท่าเรือน้ำลึกเส้นหนึ่งและแยกเข้าเวียดนามไปออกท่าเรือน้ำลึกฟากมหาสมุทรแปซิฟิกอีกเส้นหนึ่ง

 

     เมื่อใดที่กระดูกสันหลังของระบบลอจิสติกส์นี้ปรากฏขึ้น เมื่อนั้นไทย-จีน อาเซียน-จีน และอาเซียนบวกสามก็จะกลายเป็นศูนยกลางความเจริญรุ่งเรืองของโลก.