Banner
ข่าวลือเรื่องจะมีการปฏิวัติในประเทศจีน
Thursday, 12 April 2012 10:02


          หลังจากคณะกรรมการประจำกรมการเมือง แห่งคณะกรรมการกลาง พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศจีนเห็นชอบให้ปลดนายโป๋วซีไหล เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์จีนประจำนครฉงชิ่งออกจากตำแหน่ง และแต่งตั้งนายจางเต๋อเจียง รองนายกรัฐมนตรีให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์จีนประจำนครฉงชิ่งอีกตำแหน่งหนึ่งแล้ว ก็มีการปล่อยข่าวลืออย่างกว้างขวางว่าจะมีการปฏิวัติในประเทศจีน

          ข่าวดังกล่าวทำให้เกิดการฮือฮาอย่างกว้างขวางในประเทศไทย ถึงขนาดที่วงการ social network ได้รายงานเรื่องนี้กันอย่างคึกคักครึกโครม      

          เป็นการเผยแพร่ข่าวสารทั้งที่รู้กันอยู่แล้วว่าเป็นแค่ข่าวลือ และที่เป็นเช่นนี้ได้ก็เพราะว่าต้นตอและกระบวนการปล่อยข่าวลือเรื่องนี้เป็นน้ำมือของชาติมหาอำนาจทุนนิยมตะวันตกที่ได้ใช้เครือข่ายสื่อมวลชนที่ทรงอานุภาพในประเทศไทย ดังนั้นต่อให้เป็นเรื่องเหลวไหลหรือเป็นข่าวลือโคมลอยประการใดก็เป็นข่าวใหญ่ขึ้นมาจนได้

          เพราะเหตุนั้นจึงทำให้เกิดความสนใจแก่ประชาชนชาวไทยวงการต่าง ๆ ทั้งวงการภาครัฐและเอกชน โดยเฉพาะนักธุรกิจ นักลงทุนที่ติดต่อสัมพันธ์ด้านธุรกิจการค้าการลงทุนกับประเทศจีน

          จึงสมควรที่จะได้ทำความเข้าใจเรื่องนี้เพื่อที่จะได้ไม่ตกเป็นเครื่องมือของการปล่อยข่าวลือ และเพื่อที่จะได้รู้ได้เข้าใจความเป็นไปในประเทศจีน ตลอดจนท่วงทำนองวิธีการทำงานต่าง ๆ ของประเทศจีน

          อันจะเป็นประโยชน์ยิ่งต่อประเทศไทยและทุกภาคส่วนของประเทศไทยในสถานการณ์ใหม่ที่โลกทุนนิยมตะวันตกกำลังล่มสลาย และจีนกำลังกลายเป็นศูนย์กลางความรุ่งเรืองของเอเชีย และกลายเป็น 1 ใน 3 ดุลอำนาจทางเศรษฐกิจของโลกในปัจจุบัน

          ก่อนอื่นก็ต้องทำความเข้าใจเรื่องตำแหน่งหน้าที่ของนายโป๋วซีไหลก่อนว่าเป็นใคร มีฐานะความสำคัญอย่างไร ซึ่งเรื่องนี้โดยทั่วไปก็จะรู้กันแต่ว่านายโป๋วซีไหลเป็นเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์จีนประจำนครฉงชิ่งเท่านั้น

          ก็ต้องบอกว่านายโป๋วซีไหลนั้นเป็นทายาทของนายโป๋วจื่อปอ อดีตผู้นำพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศจีนในยุคของประธานเหมาเจ๋อตง และครอบครัวได้รับผลกระทบจากการปฏิวัติทางวัฒนธรรมอย่างรุนแรง

          ในครั้งนั้นนายโป๋วซีไหลซึ่งยังอยู่ในวัยรุ่นถูกจับกุมและนำไปควบคุมตัวไว้ที่มณฑลกวางตุ้ง ในยามนั้นได้รับการช่วยเหลือจากนายเยี่ยเฟิง ทายาทของจอมพลเย่เจี้ยนอิง ผู้นำทางทหารสูงสุดที่ยึดอำนาจจากแก๊งสี่คนมอบให้กับนายเติ้งเสี่ยวผิง

          หลังจากการปฏิวัติวัฒนธรรมสิ้นสุดลง บรรดาผู้ได้รับผลกระทบจากการปฏิวัติทางวัฒนธรรมได้รับการฟื้นฟูตำแหน่ง และต่อมานายโป๋วซีไหลก็ได้มีบทบาทในพรรคคอมมิวนิสต์จีนและในรัฐบาลจีนมากขึ้นโดยลำดับ จนกระทั่งได้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งมีบทบาท อำนาจ และอิทธิพลในทางเศรษฐกิจสูงมาก รวมทั้งได้ดำรงตำแหน่งกรรมการกรมการเมืองแห่งคณะกรรมการกลางด้วย

          นายโป๋วซีไหลจึงเป็นผู้นำรุ่นใหม่ของจีนที่จัดอยู่ในกลุ่ม “ไท่จือตั่ง” หรือลูกท่านหลานเธอ ซึ่งก่อนหน้านี้มีอยู่ประมาณ 100 คน แต่ปัจจุบันนี้ร่วงหล่นร่วงโรยกันไปตามปัจจัยและกาลเวลา จึงเหลือที่มีบทบาทอยู่จริง ๆ ราว 20 คนเท่านั้น

          ในห้วงเวลาการประชุมสมัชชาพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศจีนเพื่อต่ออายุการดำรงตำแหน่งให้กับหูจิ่งเทา และศูนย์การนำรุ่นที่สี่ เป็นเทอมที่สอง ปรากฏว่ามีความขัดแย้งเกิดขึ้นระหว่างผู้นำบางส่วน โดยเฉพาะระหว่างอดีตรองนายกรัฐมนตรีหวูหยีกับนายโป๋วซีไหล เป็นผลให้นายโป๋วซีไหลต้องพ้นจากตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และเด้งไปดำรงตำแหน่งเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์จีนประจำนครฉงชิ่ง โดยดำรงตำแหน่งกรรมการกรมการเมือง แห่งคณะกรรมการกลาง พรรคคอมมิวนิสต์จีนอีกตำแหน่งหนึ่ง

          เมื่อนายโป๋วซีไหลไปปฏิบัติหน้าที่ผู้นำของนครฉงชิ่งแล้ว ได้กำหนดนโยบายปราบปรามการทุจริต คอร์รัปชั่น และมาเฟีย อย่างขนานใหญ่ รวมทั้งได้ประชาสัมพันธ์การดำเนินงานตามแนวทางนโยบายนี้อย่างคึกคักครึกโครมยิ่ง

          ดูไปแล้วก็เหมือนกับแนวทางเดินของอดีตนายกรัฐมนตรีจูหรงจี ที่เมื่อครั้งเข้าดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีใหม่ ๆ ก็ประกาศแนวทางนโยบายในเรื่องการปราบปรามการทุจริต การคอร์รัปชั่นและมาเฟียในทำนองเดียวกัน ถึงขนาดประกาศด้วยว่าในการมาดำรงตำแหน่งครั้งนี้ได้เอาโลงมาด้วย 1 ใบ หากทำงานนี้ไม่สำเร็จ หรือใครคิดจะขัดขวางตนก็พร้อมเสียสละชีวิต

          แบบอย่างเช่นนี้เคยมีมาในครั้งสามก๊ก ได้แก่กรณีบังเต๊กขุนพลคนสำคัญของโจโฉ อาสานำทัพออกไปรบกับกวนอู โดยนำโลงไปด้วย 1 ใบ และประกาศต่อหน้าทหารทั้งปวงว่าถ้าหากเอาชนะกวนอูไม่ได้ ก็ให้เอาศพตนใส่โลงกลับแคว้นเว่ย

          และเป็นธรรมดาของการปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชั่นและมาเฟีย ที่ต้องก่อศัตรูจำนวนมากทั้งในที่ลับและในที่แจ้ง เพราะเป็นธรรมดาธรรมชาติของพวกทุจริตคอร์รัปชั่นและมาเฟียทั้งหลายที่ย่อมมีผู้หนุนค้ำจุนอยู่เบื้องหลัง และจำนวนหนึ่งก็มักเป็นผู้มีตำแหน่งสูง ๆ ดังแบบอย่างที่มีมาในประวัติศาสตร์ของมวลมนุษยชาติแล้ว

          ดังนั้นแม้นายจูหรงจีจะเก่งกล้าสามารถปานใดและสร้างสรรค์ผลงานการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศจีนสำเร็จยิ่งใหญ่เพียงใดก็ตาม นายจูหรงจีก็ไม่สามารถฝ่าด่านดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเป็นสมัยที่สองได้ เรียกว่าเทอมเดียว “เด้ง” ว่างั้นเถิด

          เมื่อนายโป๋วซีไหลเดินทางสายเดียวกับนายจูหรงจี ก็ดูเหมือนว่าต้องประสบกับชะตากรรมในเส้นทางสายนี้ไม่ต่างกันเท่าใดนัก เป็นแต่ว่านายโป๋วซีไหลนั้นมีลักษณะดุดันแกร่งกล้า องอาจ ท้าทาย และมีลักษณะบางอย่างโน้มไปในทางเป็นวีรชนเอกชน ซึ่งไม่สอดคล้องกับท่วงทำนองอันเป็นประเพณีของพรรคคอมมิวนิสต์จีน

          เหมาเจ๋อตง ประธานพรรคคอมมิวนิสต์จีน เคยเขียนบทความครั้งสำคัญ คัดค้านลัทธิวีรชนเอกชน ว่าเนื้อแท้และโดยผลบั้นปลายแล้วจะเป็นอันตรายต่อพรรคและต่อการนำขององค์กรนำทั้งปวงของพรรคคอมมิวนิสต์จีน น่าเสียดายที่นายโป๋วซีไหลไม่คำนึงหรือลืมเลือนเรื่องนี้ไป จึงก่อให้เกิดจุดอ่อนอันใหญ่หลวงขึ้น

          จุดอ่อนอันใหญ่หลวงเกิดขึ้นที่มือขวาของนายโป๋วซีไหลซึ่งเป็นหัวหน้าตำรวจของนครฉงชิ่งถูกกล่าวหาว่าปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบและทุจริต ส่วนใครจะกล่าวหาและมีที่ไปที่มาอย่างไร มีแต่คนวงในและภายในศูนย์การนำของจีนเท่านั้นที่จะรู้ได้

          นายโป๋วซีไหลน้ำใจหนึ่งก็คงคิดจะอุ้มชูป้องกันลูกน้องมือขวาให้พ้นจากการตรวจสอบ จึงโยกย้ายให้พ้นจากหน้าที่หัวหน้าตำรวจของนครฉงชิ่ง แต่กลับก่อผลร้ายขึ้นถึง 2 สถาน

          สถานหนึ่ง ลูกน้องมือขวาน้อยใจว่าเจ้านายตนขับไล่ไสส่ง เห็นท่าว่าจะพึ่งพาใครไม่ได้เพราะได้สร้างศัตรูเอาไว้มาก จึงคิดหลบลี้หนีภัยไปฝากอนาคตกับสถานกงสุลใหญ่ของสหรัฐในนครเฉิงตู แต่ในที่สุดก็กลับใจเข้ามอบตัว

          สถานที่สอง ทำให้ศูนย์การนำของจีนสงสัยว่าเหตุใดนายโป๋วซีไหลจึงต้องปกป้องลูกน้องมือขวาเช่นนี้ น่าจะมีอะไรเป็นพิรุธ จึงมีการสั่งการให้ตามจับตัวลูกน้องมือขวาของนายโป๋วซีไหลไปทำการสอบสวน

          เมื่อมีการจับกุมลูกน้องมือขวาของนายโป๋วซีไหลได้ ก็เกิดข่าวแพร่หลายขึ้นว่าลูกน้องมือขวานายโป๋วซีไหลแปรพักตร์จากจีนไปเข้าด้วยสหรัฐ นี่คือข้อหาหนักที่ดุจดั่งพะเนินยักษ์ทุบเข้าใส่นายโป๋วซีไหล เพราะใคร ๆ ก็ตามในประเทศจีนหากถูกข้อกล่าวหาเช่นนี้หากไม่ตายก็คางเหลืองเต็มที    

          นายโป๋วซีไหลคงรู้ชะตากรรมตัวเองดี ดังนั้นจึงประกาศต่อสาธารณะและรายงานต่อศูนย์การนำ ขอแสดงความรับผิดชอบด้วยการลาออกจากตำแหน่ง โดยไม่ได้ระบุว่าจากตำแหน่งใดบ้าง

          ในที่สุดนายโป๋วซีไหลก็ถูกปลดออกจากตำแหน่งเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์จีนประจำนครฉงชิ่ง แต่ยังดำรงตำแหน่งกรรมการประจำกรมการเมืองแห่งคณะกรรมการกลาง พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศจีนต่อไป และให้นายจางเต๋อเจียง รองนายกรัฐมนตรีดำรงตำแหน่งแทน

          และตอนแรกก็เป็นที่คาดหมายว่าจะไม่มีการสอบสวนหรือเอาผิดกับนายโป๋วซีไหลมากไปกว่านี้ แต่มาถึงวันนี้ก็มีข่าวลือออกมาอีกระลอกหนึ่งว่าจะมีการสอบสวนนายโป๋วซีไหลต่อไป และตั้งข้อสังเกตว่าอาจกระทบต่อตำแหน่งกรรมการกลางและกรรมการกรมการเมืองแห่งคณะกรรมการกลางของนายโป๋วซีไหลด้วย

          ในขณะที่นายตำรวจมือขวาลูกน้องของนายโป๋วซีไหลถูกจับนั้น นายโป๋วซีไหลออกคำสั่งให้ควบคุมตัวไปสอบสวนที่นครฉงชิ่ง แต่ปรากฏว่ามีคำสั่งจากศูนย์กลางพรรคคอมมิวนิสต์จีนให้ควบคุมตัวไปสอบสวนยังส่วนกลาง จึงทำให้ปรากฏภาพความขัดแย้งที่กว้างและลึกมากขึ้นในระดับบนขององค์กรนำพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศจีน

          ที่สำคัญคือเจ้าหน้าที่ที่ทำการควบคุมตัวนายตำรวจมือขวาลูกน้องของนายโป๋วซีไหลนั้น กลับไม่ใช่องค์กรหรือหน่วยงายภายใต้การดูแลของนายโจวหย่งคัง กรรมการประจำกรมการเมืองแห่งคณะกรรมการกลาง พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศจีน ซึ่งดูแลรับผิดชอบความมั่นคงภายในประเทศจีนมายาวนาน

          และว่ากันว่าเจ้าหน้าที่ที่ไปควบคุมตัวนายตำรวจมือขวาลูกน้องของนายโป๋วซีไหลคือเจ้าหน้าที่ในสังกัดหน่วยงานความมั่นคงระดับสูงของคณะกรรมการประจำกรมการเมืองแห่งคณะกรรมการกลาง ซึ่งถ้าหากเป็นในสมัยประธานเหมาเจ๋อตง หน่วยงานนี้ก็คือหน่วย 8341 หรือถ้าจะเรียกเป็นภาษาไทยง่ายๆ ก็คือกรมองครักษ์พิทักษ์ศูนย์การนำพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศจีนนั่นเอง

          จึงทำให้มีการเชื่อมโยงว่าเรื่องราวของนายโป๋วซีไหลมีความเกี่ยวข้องกับนายโจวหย่งคังด้วย

          ในช่วงจังหวะเวลาใกล้เคียงกันนั้น ก็มีรายงานข่าวว่ามีการจับกุมอดีตข้าราชการจีนคนสำคัญคนหนึ่งที่ถูกข้อกล่าวหาคอร์รัปชั่นและเดินทางหลบหนีออกไปอยู่ต่างประเทศกลับประเทศจีน

          เนื่องจากผู้ถูกจับกุมรายนี้เคยทำงานร่วมกับนายเจี่ยชิงหลิง ประธานสภาที่ปรึกษาการเมือง ซึ่งเป็นกรรมการประจำกรมการเมืองแห่งคณะกรรมการกลาง พรรคคอมมิวนิสต์จีนด้วย ดังนั้นจึงมีการเชื่อมโยงว่านายเจี่ยชิงหลิงก็เป็นหนึ่งในขบวนการที่เกี่ยวข้องกับนายโป๋วซีไหลด้วย 

          และบังเอิญที่ในห้วงเวลานั้นได้มีการแถลงข่าวทั้งของประธานาธิบดีหูจิ่งเทาและของนายกรัฐมนตรีเหวินเจียเป่า เกี่ยวกับอนาคตของประเทศจีนว่าจะยังเดินหน้าตามแนวทางเดิมต่อไป หรือจะชะลอตัวเพื่อให้การพัฒนาต่อไปเป็นไปโดยยั่งยืน ซึ่งสุ้มเสียงของผู้นำทั้งสองท่านนี้แปลกแยกกันอยู่บ้าง จึงมีการเชื่อมโยงต่อไปว่าแม้กระทั่งประธานาธิบดีหูจิ่งเทา กับนายกรัฐมนตรีเหวินเจียเป่า ซึ่งต่างก็เป็นกรรมการประจำกรมการเมืองแห่งคณะกรรมการกลาง ก็มีความขัดแย้งถึงระดับเปิดเผยความขัดแย้งนั้นแล้ว

          แค่นั้นยังไม่พอ ยังมีการกระจายข่าวโดยสื่อตะวันตกอีกว่ามีความขัดแย้งเกิดขึ้นระหว่างประธานาธิบดีหูจิ่งเทา กับรองประธานาธิบดีสีจิ้นผิง ใน 2-3 เรื่องสำคัญคือเรื่องแนวทางพัฒนาต่อไปของประเทศจีน เรื่องปัญหาของนายโป๋วซีไหล และเรื่องตำแหน่งประธานคณะกรรมการทหารกลาง ซึ่งมีการปล่อยข่าวว่าประธานาธิบดีหูจิ่งเทาต้องการดำรงตำแหน่งนี้ต่อไปอีก 2 ปี หลังจากครบวาระการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีแล้ว แต่รองประธานาธิบดีสีจิ้นผิงต้องการดำรงตำแหน่งนี้ พร้อมกับการเข้าดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี

          ดูการเชื่อมโยงอย่างชาญฉลาดแบบร้ายกาจดังกล่าวแล้ว ก็อาจทำให้รู้สึกว่ามีความขัดแย้งอย่างลึกซึ้งในทุกอณูและทุกระดับสูงภายในองค์กรนำสูงสุดของพรรคคอมมิวนิสต์จีน

          ข่าวลือถึงขั้นนี้แล้วก็ยังคงไม่สาแก่ใจ จึงมีการปล่อยข่าวและรายงานต่อไปอีกว่านายกรัฐมนตรีเหวินเจียเป่ามีความขัดแย้งกับกองทัพจีน เกี่ยวกับการสั่งให้กองทัพอากาศนำนายกรัฐมนตรีเหวินเจียเป่า ไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยที่เสฉวน และเชื่อมโยงไปถึงผู้บัญชาการทหารอากาศด้วย 

          นอกจากนั้น ยังมีการปล่อยข่าวเป็นทำนองว่ารองประธานคณะกรรมการการทหารกลางกั๋วป๋อสงป่วยด้วยโรคหัวใจ มีอาการหนัก ในขณะที่พลเอกสือไช่โห้ว รองประธานคณะกรรมการการทหารกลางคนที่ 2 ก็มีความขัดแย้งกับประธานาธิบดีหูจิ่งเทา

          หลังจากเชื่อมโยงความขัดแย้งในระดับการเมืองและระดับการเมืองกับกองทัพมาเป็นลำดับ จนถึงขั้นที่เห็นได้ว่าจะทำให้ผู้คนกระทบใจถึงความเชื่อมั่นและลังเลสงสัยเกี่ยวกับสถานการณ์ในประเทศจีนได้แล้ว ก็มีการปล่อยข่าวชิ้นเอกออกมา

          นั่นคือการปล่อยข่าวว่าจะมีการปฏิวัติในประเทศจีน แบบเดียวกับที่มีการปฏิวัติวัฒนธรรมในยุคสมัยประธานเหมาเจ๋อตง

          ก็ต้องบอกว่าข่าวลือก็คือข่าวลือ และเป็นข่าวลือที่เสกสรรปั้นแต่งขึ้นโดยมหาอำนาจชาติตะวันตกที่ยังคงบ่อนทำลายประเทศจีนอย่างไม่หยุดยั้ง แม้กระทั่งการเตรียมการเคลื่อนย้ายกองทัพเรือของสหรัฐถึง 60% จากที่มีอยู่ในโลกเข้าปิดล้อมจีนตั้งแต่มหาสมุทรแปซิฟิกด้านตะวันออกมาจรดด้านตะวันตกรวมทั้งทะเลเหลืองและทะเลจีนใต้ด้วย

          แนวรบด้านข่าวลือกำลังโหมกระหน่ำ ก็ต้องติดตามดูกันต่อไปว่าการเคลื่อนไหวในกิจการต่างประเทศและการข่าวกรอง ตลอดจนงานสื่อมวลชนของจีนจะตีโต้เรื่องพวกนี้ต่อไปอย่างไร

          สำหรับคนไทยก็พึงรู้พึงเข้าใจว่าข่าวลือเรื่องนี้เป็นเรื่องที่น่าสนุกสนาน เหมือนนิทานเรื่องใหม่เรื่องหนึ่งซึ่งสามารถรู้หรือดูแก้เหงาในยามที่นางสงกรานต์ขี่ควายแดงหรือควายเขียวก็ไม่รู้มาเข้าเวรสงกรานต์ในปีใหม่ไทยครั้งนี้ และก็เป็นองค์เดียวกับองค์ที่เข้าเวรในปีที่บิ๊กบังปฏิวัติ จน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ต้องร่อนเร่พเนจรอยู่จนบัดนี้!