Banner
ไพศาลแนะไทยประสานฟิลิปปินส์แก้ปัญหาขัดแย้งกับจีนโดยสันติ Print E-mail
Written by กองบรรณาธิการ   
Monday, 23 April 2012 16:24

 

     นายไพศาล พืชมงคล อดีตสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ แนะรัฐบาลปูเร่งประสานฟิลิปปินส์ ให้แก้ไขปัญหาความขัดแย้งบริเวณทะเลจีนใต้กับจีนอย่างสันติ และอย่าดึงเอาประเทศอาเซียนอื่นเข้าร่วมวงงัดข้อกับจีน มิฉะนั้นจะเกิดวิกฤตที่ร้ายแรงขึ้นในภูมิภาคนี้ 

     นายไพศาล พืชมงคล กล่าวว่ากรณีสื่อมวลชนรายงานข่าวกระทรวงการต่างประเทศฟิลิปปินส์เรียกร้อง ให้ประเทศที่มีความขัดแย้งกับจีนเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ในพื้นที่ในทะเลจีนใต้ ซึ่งเป็นแหล่งพลังงานจำนวนมากให้ร่วมมือกันงัดข้อกับจีนนั้น จะทำให้ความตึงเครียดเพิ่มมากขึ้นและแก้ปัญหาไม่ได้ ข้อเรียกร้องของฟิลิปปินส์ดังกล่าวหมายถึงการเชิญชวนประเทศในอาเซียนบาง ประเทศ เช่น เวียดนามให้เข้าร่วมกับฟิลิปปินส์ในการงัดข้อกับจีน ซึ่งไม่เป็นไปตามข้อตกลงที่ประชุมอาเซียนที่เรียกร้องให้มีการเจรจาแก้ปัญหา ระหว่างฟิลิปปินส์กับจีนแบบทวิภาคีและโดยสันติ แต่ท่าทีของฟิลิปปินส์กลับตรงกันข้าม โดยเฉพาะในระยะเวลาไม่ถึงเดือนที่ผ่านมานี้ฟิลิปปินส์กลับมีท่าทีแข็งกร้าว และกำลังจะนำสถานการณ์ไปสู่ความรุนแรงมากขึ้น ปรากฏการณ์สามเรื่องที่น่าวิตกก็คือ 

     เรื่องที่หนึ่ง การที่ฟิลิปปินส์นำเรือรบเข้าไปในพื้นที่พิพาทในลักษณะท้าทายกับกองเรือรบ ของจีนและเกิดการเผชิญหน้ากัน ทำให้สถานการณ์ยกระดับเป็นความรุนแรงเพิ่มขึ้น 

     เรื่องที่สอง การที่ฟิลิปปินส์ได้เปิดการซ้อมรบทางเรือกับสหรัฐ ซึ่งเข้าใจได้อย่างชัดเจนว่านี่คือการข่มขู่กดดันจีนด้วยกำลังทางทหาร 

     เรื่องที่สาม การที่ฟิลิปปินส์เชิญชวนให้ประเทศที่ขัดแย้งกับจีนเกี่ยวกับพื้นที่แหล่ง พลังงานในทะเลจีนใต้มาร่วมมือกันงัดข้อกับจีนเป็นการแสดงท่าทีที่เป็น ปรปักษ์อย่างรุนแรงกว่าทุกระยะที่ผ่านมา 

     นายไพศาล พืชมงคล กล่าวว่าปรากฏการณ์และท่าทีทั้งสามเรื่องดังกล่าวนี้ย่อมต่อเนื่องและเป็น หนึ่งเดียวกันกับคำประกาศของกระทรวงกลาโหมสหรัฐที่ว่า ตั้งแต่ปีหน้าเป็นต้นไปสหรัฐจะเคลื่อนย้ายกำลังทางเรือหรือนาวิกานุภาพถึง 60% ที่สหรัฐมีอยู่ในโลกเข้ามาประจำการอยู่ในมหาสมุทรแปซิฟิกและวางจุดต่างๆ ซึ่งเมื่อเชื่อมโยงกันแล้วก็คือแนวการปิดล้อมจีนในแปซิฟิกนั่นเอง 

     เพราะปรากฏการณ์เหล่านี้จึงเกิดปรากฏการณ์ใหม่ขึ้นเมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่าน มานั่นคือการแถลงข่าวร่วมระหว่างจีน-รัสเซีย ที่จะเปิดการซ้อมรบใหญ่ทางเรือกันขึ้น ซึ่งแม้ไม่พูดกันให้ชัด  ๆ ก็พอจะเห็นได้ว่าจีนกับรัสเซียกำลังร่วมมือกันเพื่อถ่วงดุลแสนยานุภาพของ สหรัฐ ซึ่งสภาพเช่นนี้เค้าลางของสงครามโลกครั้งใหญ่ก็เผยตัวให้เห็นชัดเจนยิ่ง ขึ้น 

     นายไพศาล พืชมงคล กล่าวว่าสหรัฐไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ เกี่ยวกับดินแดนและผลประโยชน์พลังงานในทะเลจีนใต้ แต่สหรัฐก็จ้องจะช่วงชิงหรือแสวงหาประโยชน์จากพลังงานขุมนี้ดังที่ตนเคย วิเคราะห์ไว้ก่อนหน้านี้แล้วว่าห้าพื้นที่ของโลกถูกกำหนดให้เป็นพื้นที่ สงครามหรือพื้นที่ช่วงชิงพลังงานเพื่อกอบกู้เศรษฐกิจสงครามของมหาอำนาจและ ตะวันตก ได้แก่ ลิเบีย ซีเรีย อิหร่าน พื้นที่ในอ่าวไทยอันกำลังถูกยุยงให้เป็นข้อพิพาทกันระหว่างไทย-เขมร และเป้าหมายใหญ่ที่สุดคือบริเวณหมู่เกาะสแปลชลี่ย์ในทะเลจีนใต้ซึ่งเป็น กรรมสิทธิ์ของจีนมาตั้งแต่ก่อนราชวงศ์ชิง ซึ่งขณะนี้ลิเบียถูกยึดครองไปแล้วหลังจากอิรักถูกยึดไปก่อนหน้านี้และถูก ปล้นพลังงานน้ำมันเอาไปอย่างหน้าตาเฉย ไฟสงครามกำลังลามเข้าสู่ซีเรียและกำลังก่อหวอดเกิดสงครามในอิหร่าน ถึงขั้นอาจเกิดสงครามนิวเคลียร์ในบริเวณย่านนั้น ส่วนพื้นที่ในอ่าวไทยคงไม่ถึงกับเกิดเป็นสงครามเพราะนักการเมืองสองประเทศ ยอมตัวขายชาติให้กับมหาอำนาจไปแล้ว จึงคงเหลือในทะเลจีนใต้ซึ่งเป็นเป้าหมายใหญ่ และเป็นเรื่องของผลประโยชน์ของชาติมหาอำนาจสำคัญของโลก ดังนั้นจึงไม่มีใครยอมใครแน่ แต่สหรัฐคงไม่เปิดสงครามกับจีนและรัสเซียโดยตรง คงจะใช้ฟิลิปปินส์เป็นการเปิดหมากเริ่มกระดานและอาจนำไปสู่สงครามโลกครั้ง ใหญ่ที่สุด 

     ในฐานะที่ไทยเป็นหนึ่งในประเทศก่อตั้งอาเซียนและขณะนี้ประเทศอาเซียนก็มีถึง 10 ประเทศ กำลังเปิดเป็นเขตเสรีในอีก 3 ปีข้างหน้า ผลประโยชน์ของทั้ง 10 ประเทศจึงเกี่ยวเนื่องความขัดแย้งในภูมิภาคนี้ไม่ใช่ผลประโยชน์ของอาเซียน ดังนั้นทุกประเทศในอาเซียนจึงไม่ควรยอมตัวเป็นเบี้ยเปิดกระดานให้กับมหา อำนาจโดยเด็ดขาดประชาชาติทั้งปวงของอาเซียนจะต้องผนึกกำลังกันหยุดยั้ง นักการเมืองขายชาติขายแผ่นดิน กระชับไมตรีจิตมิตรภาพของประชาชาติอาเซียนให้เป็นหนึ่งเดียว ร่วมมือกับจีนในการแก้ไขปัญหาทั้งปวงแบบทวิภาคีและโดยสันติ ก็จะเกิดความสงบร่มเย็นและรุ่งเรืองขึ้นในภูมิภาคนี้ คือผลประโยชน์ร่วมกันของอาเซียน ดังนั้นจึงขอแนะนำให้รัฐบาลนี้เร่งประสานงานกับฟิลิปปินส์และบรรดาประเทศใน อาเซียนให้ดำรงรักษาความสงบและสันติภาพของภูมิภาคนี้ไว้ให้ได้.