Banner
ขุนคลัง'อาเซียน+3'ทำข้อตกลงขยับใกล้กองทุนการเงินเอเชีย Print E-mail
Written by ASTVผู้จัดการออนไลน์   
Friday, 04 May 2012 09:34

 

       เอเอฟพี/เอเจนซี - “เอเชีย” ขยับเข้าใกล้การก่อตั้งกองทุนการเงินระดับภูมิภาคขึ้นมาอีกขั้นหนึ่งเมื่อ วันพฤหัสบดี(4) เมื่อ 3 ประเทศเศรษฐกิจยักษ์ใหญ่แห่งเอเชียตะวันออก อันได้แก่ จีน, ญี่ปุ่น, และเกาหลีใต้ ตกลงที่จะส่งเสริมให้มีการลงทุนในตลาดพันธบัตรของกันและกัน ซึ่งมีมูลค่ารวมกันสูงถึง 15 ล้านล้านดอลลาร์ ขณะเดียวกัน พวกเขายังจับมือกับ 10 ชาติสมาชิกสมาคมอาเซียน เพิ่มขนาดมูลค่าของกลไกช่วยเหลือกันและกันในยามเกิดวิกฤตการเงินขึ้นอีก 1 เท่าตัว
       
       “พวกเรามีความเชื่ออย่างแรงกล้าว่า การเห็นพ้องกันของพวกเราในวันนี้ที่จะเพิ่มความแข็งแกร่งให้แก่ข้อตกลง อันรวมถึงการเพิ่มขนาดมูลค่าโดยรวมขึ้นมาอีกเท่าตัวนั้น … จะเป็นขั้นตอนอันสำคัญอีกขั้นหนึ่งในการเดินหน้าสู่โครงข่ายความมั่นคง ปลอดภัยทางการเงินระดับภูมิภาคซึ่งมีความเข้มแข็งยิ่งขึ้นไปอีก” คำแถลงร่วมของบรรดารัฐมนตรีคลัง 10 ชาติอาเซียนและ 3 ชาติเอเชียตะวันออก (อาเซียน+3) ระบุถึงความสำคัญของสิ่งที่พวกเขาตกลงกันได้ล่าสุด
       
       ขณะที่รัฐมนตรีคลัง บัค เจวาน ของเกาหลีใต้ซึ่งเป็นประธานร่วมของที่ประชุมคราวนี้ กล่าวเตือนว่า กองทุนรับวิกฤตนี้อาจจะถูกนำออกมาใช้เป็นครั้งแรกในเร็วๆ นี้ก็ได้ ถ้าหากวิกฤตหนี้สินของยูโรโซน จุดชนวนทำให้เกิดการไหลทะลักของเงินทุนออกไปจากเอเชีย
       
       “ผมต้องขอพูดว่า วิกฤตยูโรโซนคือตัวเร่งปฏิกิริยาซึ่งนำไปสู่ข้อตกลงคราวนี้” เขากล่าวกับที่ประชุมแถลงข่าวในกรุงมะนิลา ภายหลังการประชุมของขุนคลังจาก 13 ประเทศ
       
       ข้อตกลงดังกล่าวนี้เป็นการเปิดทางให้ 13 ชาติสามารถสวอปเงินตราภายในประเทศของพวกตนเป็นดอลลาร์สหรัฐฯกับชาติอื่นๆ ในกลุ่มนี้ ในเวลาที่เกิดวิกฤตขึ้นมา
       
       ข้อตกลงนี้ใช้ชื่อว่า แผนการริเริ่มเชียงใหม่ (Chiang Mai Initiative) ตามชื่อนครเชียงใหม่ซึ่งเป็นสถานที่ซึ่งอาเซียน+3 ตกลงกันได้เกี่ยวกับเรื่องนี้เมื่อปี 2000 หรือ 3 ปีหลังจากที่ชาติต่างๆ ในเอเชียประสบ “วิกฤตต้มยำกุ้ง” ในปี 1997-98
       
       รัฐมนตรีบัคชี้ว่า ตั้งแต่ก่อตั้งขึ้นมา กองทุนนี้ยังไม่เคยถูกใช้เลย แต่ในเมื่อวิกฤตยูโรโซนกำลังทำให้พวกธนาคารในยุโรปต้องทำการเพิ่มทุนเป็น จำนวนมหาศาล ดังนั้น จึงมีความเป็นไปได้สูงที่จะเกิดการถอนเงินทุนออกไปจากเอเชียอย่างกะทันหัน
       
       “เมื่อพิจารณาจากข้อเท็จจริงที่ว่า มีความเสี่ยงอย่างมากที่จะเกิดการเรียกคืนเงินกู้เงินลงทุนต่างๆ ผมจึงเชื่อว่าอาจจะมีเงินทุนบางส่วนไหลทะลักออกจากภูมิภาคอาซียน+3” เขากล่าว
       
       หน่วยงานกำกับดูแลภาคการธนาคารของยุโรป (European Banking Authority) ประเมินสถานการณ์ในเดือนที่แล้วว่า พวกธนาคารใหญ่ๆ ของยุโรปคงจำเป็นจะต้องระดมหาเงินทุนเพิ่มเติมขึ้นมาให้ได้ 242,000 ล้านยูโร (317,000 ล้านดอลลาร์) เพื่อทำตามกฎเกณฑ์ใหม่ๆ ซึ่งออกมาบังคับใช้กับบรรดาแบงก์และสถาบันการเงิน ให้มีความแข็งแกร่งพร้อมรับมือกับวิกฤต
       
       สิ่งที่ขุนคลังอาเซียน+3 ตกลงกันในคราวนี้ นอกจากเพิ่มมูลค่าของรวมของกองทุนตามแผนการริเริ่มเชียงใหม่จาก 120,000 ล้านดอลลาร์ เป็น 240,000 ล้านดอลลาร์แล้ว พวกเขายังเห็นพ้องกันที่จะขยายเวลาในการสวอปจาก 90 วันเป็น 12 เดือน รวมทั้งเพิ่มสัดส่วนวงเงินที่จะปล่อยกู้ให้แก่ชาติสมาชิกที่ประสบความลำบาก โดยไม่ต้องคำนึงถึงเงื่อนไขต่างๆ ที่กำหนดขึ้นโดยกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) อีกด้วย
       
       ก่อนหน้านี้ ประเทศสมาชิกที่ประสบความลำบาก จะขอใช้เงินทุนตามแผนการริเริ่มเชียงใหม่โดยไม่ต้องเข้าอยู่ในเงื่อนไขต่างๆ ตามที่ไอเอ็มเอฟกำหนด ได้เพียง 20% ของยอดรวมเท่านั้น แต่จากนี้ไปพวกเขาจะขอได้ถึง 30%
       
       อนึ่ง สำหรับ จีน, ญี่ปุ่น, และเกาหลีใต้ ก็ได้ทำความตกลงกันเองด้วยในวันพฤหัสบดีเช่นกัน ที่จะส่งเสริมให้มีการเข้าไปซื้อหาพันธบัตรของกันและกัน อันเป็นอีกหนึ่งมาตรการในการเตรียมความพร้อมรับมือวิกฤตการเงินที่อาจเกิด ขึ้นในอนาคต
       
       “เราตกลงสนับสนุนการนำทุนสำรองเงินตราต่างประเทศมาลงทุนในพันธบัตร คลังระหว่างกัน เพิ่มพูนความร่วมมือ ซึ่งรวมถึงการแบ่งปันข้อมูล และส่งเสริมความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่าง 3 ประเทศ” คำแถลงร่วมหลังการประชุมรัฐมนตรีคลัง 3 ชาติเอเชียตะวันออกเหล่านี้ระบุ
       
       คำแถลงยังระบุถึงการตั้งคณะทำงานเพื่อหารือเพิ่มเติมเกี่ยวกับวิธี และกระบวนการในการร่วมมือกัน ขณะที่เจ้าหน้าที่ของเกาหลีใต้สำทับว่า 3 ประเทศกำลังหาหนทางเพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้งที่อาจเกิดจากการที่ประเทศ หนึ่งถือครองพันธบัตรของประเทศอื่นเป็นจำนวนมากๆ
       
       จากข้อมูลของธนาคารพัฒนาเอเชีย (เอดีบี) นั้น พันธบัตรรัฐบาลที่ซื้อขายด้วยสกุลเงินท้องถิ่นของ 3 ประเทศนี้มีมูลค่ารวม 14.61 ล้านล้านดอลลาร์ ณ สิ้นปี 2011 โดยพันธบัตรจีนและญี่ปุ่นครองส่วนแบ่งถึง 97%
       
       จีนเริ่มซื้อพันธบัตรรัฐบาลเกาหลีตั้งแต่ 2-3 ปีที่ผ่านมา แต่โซลเพิ่งลงทุนในพันธบัตรจีนเมื่อเร็วๆ นี้ ขณะที่ญี่ปุ่นประกาศเมื่อไม่นานมานี้ว่า มีแผนซื้อพันธบัตรจีนและกำลังพิจารณาซื้อพันธบัตรเกาหลีใต้
       
       ขุนคลังของจีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ แถลงร่วมกันว่า เศรษฐกิจยังเผชิญความไม่แน่นอนและความเสี่ยงขาลง
       
       “เพื่อบรรลุการเติบโตที่เข้มแข็ง ยั่งยืน และสมดุล เราจึงยึดมั่นในการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจมหภาคที่เหมาะสมต่อไป ซึ่งรวมถึงการส่งเสริมความเข้มแข็งด้านการคลัง การขยายความต้องการภายในประเทศ การเพิ่มการจ้างงาน และการผลักดันการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง” คำแถลงร่วมระบุ.

 

ขอขอบคุณที่มา :ASTVผู้จัดการออนไลน์