Banner
มังกรพลิกตัว เปลี่ยนทิศทางพัฒนาเศรษฐกิจ
Monday, 01 December 2008 00:00
ที่มา : www.paisalvision.com



เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2551 หูจิ่นเทา เลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์จีน กรรมการประจำกรมการเมืองแห่งคณะกรรมการกลาง พรรคคอมมิวนิสต์จีน และประธานาธิบดีสาธารณรัฐประชาชนจีน ได้เป็นประธานเปิดประชุมคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน ซึ่งเป็นองค์กรที่มีบทบาทหลักในการกำหนดทิศทางนโยบายของพรรค ของกองทัพ และรัฐบาลจีน และได้ชี้นำทิศทางของประเทศจีนโดยเฉพาะในด้านเศรษฐกิจที่สำคัญดังต่อไปนี้

1.  หูจิ่นเทาชี้ว่าวิกฤตการณ์ทางการเงินของโลกมีแนวโน้มว่าจะส่งผลกระทบต่อไป อีกนาน และประเทศจีนจะได้รับผลกระทบที่สำคัญในด้านการส่งออก

2.  ผลจากวิกฤตดังกล่าว จะทำให้จีนเผชิญกับความกดดัน ที่สำคัญคือ

2.1  ความต้องการสินค้าจีนจากตลาดนอกประเทศจะลดลงอย่างชัดเจน

2.2  ความได้เปรียบทางการแข่งขันของจีนจะลดลงเนื่องจากทุกประเทศจะมุ่งเน้นการส่งออกของตนเองอย่างเต็มที่

2.3  ลัทธิปกป้องทางการค้าจะมีบทบาทมากขึ้น (อันอาจเนื่องมาจากแนวทางนโยบายใหม่ของสหรัฐ ซึ่งประกาศโดยนายโอบามา ว่าที่ประธานาธิบดีคนใหม่)

2.4  ความต้องการใช้ทรัพยากรในประเทศ จะยังคงเพิ่มขึ้นอีกต่อไป และส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมของจีน

จากผลดังกล่าวนี้ จะกำหนดสภาวการณ์ตามความเป็นจริง "ให้จีนต้องเปลี่ยนทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจและต้องทำอย่างเร่งด่วน"

3.  จีนจะต้องเปลี่ยนแปลงทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจ ที่สำคัญดังต่อไปนี้

3.1  เปลี่ยนการพึ่งพาการส่งออกเป็นหลัก มาเป็นการใช้การลงทุนของภาครัฐและการใช้จ่ายภายในประเทศ เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจเป็นหลัก

3.2  เพื่อรองรับและดำเนินการทิศทางนี้ รัฐบาลกลางและรัฐบาลท้องถิ่นจะต้องออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างขนานใหญ่ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจภายในของจีน

ผู้สันทัดกรณีเห็นว่า การเปลี่ยนแปลงทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจของจีนดังกล่าวเป็นเรื่องใหญ่โตของ ภูมิภาคและของโลก และย่อมส่งผลกระทบไปทั่วโลกด้วย เนื่องจากจีนเป็นประเทศใหญ่ และอยู่ในระดับแนวหน้าทางเศรษฐกิจของโลก การปรับเปลี่ยนใด ๆ ของจีนย่อมส่งผลกระทบอย่างกว้างขวาง แต่ละประเทศจึงต้องพิจารณาผลกระทบจากการปรับเปลี่ยนทิศทางการพัฒนาประเทศดัง กล่าวของจีนด้วย

หลังจากนั้นนายจางหลี่ฉุน นักเศรษฐศาสตร์ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนา ซึ่งเป็นองค์กรที่ปรึกษาของคณะรัฐมนตรีจีนได้ให้ความเห็นว่า ยังคงเชื่อมั่นว่าอัตราเติบโตทางเศรษฐกิจของจีนจะไม่เป็นดังที่นัก เศรษฐศาสตร์หรือธนาคารโลกหรือผู้เชี่ยวชาญตะวันตกได้คาดการณ์ไว้ว่าจะมี อัตราลดลง และเชื่อว่าในปีหน้าเศรษฐกิจของจีนจะเติบโตในระดับ 10% เพราะจีนสามารถสร้างความเติบโตทางเศรษฐกิจได้ด้วยตนเอง โดยอ้างเหตุผลว่าแม้เศรษฐกิจโลกจะได้รับผลกระทบอย่างทั่วด้าน แต่เศรษฐกิจจีนจะยังคงรุดหน้าต่อไป เพราะชาวจีนมีกำลังซื้อสูงขึ้น และมีขีดความสามารถที่จะซื้อบ้านและรถยนต์ได้ดีอยู่ นี่จะเป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่สำคัญของจีน

นายไพศาล พืชมงคล เลขาธิการคณะกรรมการบริหาร สมาคมวัฒนธรรมและเศรษฐกิจไทย-จีน ให้ความเห็นว่าผลกระทบจากวิกฤตทางเศรษฐกิจของโลกในคราวนี้จะทวีความรุนแรง ยิ่งขึ้นในปีหน้า ทำให้กำลังซื้อของประชาชาติทั่วโลกลดลง ประเทศที่ส่งออกสินค้าฟุ่มเฟือย หรือไม่จำเป็น หรือมีราคาสูง จะได้รับผลกระทบอย่างแน่นอน แต่ทว่าสินค้าส่งออกของจีนมักจะเป็นสินค้าที่ตลาดต้องการ และราคาต่ำ สามารถสู้กับการแข่งขันได้ทั่วโลก จึงสอดคล้องกับกำลังซื้อของประชาชาติทั้งหลายในโลก ดังนั้นเมื่อพิจารณาโดยเปรียบเทียบแล้ว ตลาดส่งออกของจีนน่าจะได้รับผลกระทบโดยเปรียบเทียบไม่มากนัก นอกจากนั้น ตลาดภายในประเทศของจีนและตลาดต่างประเทศที่เกิดใหม่ซึ่งจีนได้ขยายความสำคัญ ทางการค้าออกไปอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะในทวีปอาฟริกา และในประเทศเกิดใหม่จากสหภาพโซเวียต รวมทั้งโลกอิสลาม จะสามารถรองรับสินค้าจีนได้อย่างดี จีนน่าจะกลายเป็นประเทศที่ได้เปรียบในการส่งออกมากที่สุดในโลก แม้ว่านโยบายของนายโอบามา ในเรื่องการกีดกันทางการค้า การควบคุมการเสียดุลการค้า และการควบคุมค่าเงินจะดูเหมือนว่ามีผลต่อจีนมากก็ตาม แต่ในความเป็นจริงน่าจะมีกำลังไม่เพียงพอที่จะกดดันจีนได้ เพราะชาวอเมริกันเองก็ติดและต้องการสินค้าราคาถูกจากจีน ยากที่จะควบคุมการนำเข้าได้ ทั้งจีนยังมีมาตรการพลิกแพลงทางการค้าที่จะแลกเปลี่ยนหรือซื้อสินค้า เทคโนโลยีใหม่หรือขั้นสูงจากสหรัฐ แม้กระทั่งเครื่องบินเพิ่มขึ้น แต่สิ่งที่น่ากังวลมากกว่าก็คือจีนได้ถือเงินสำรองเป็นเงินสกุลดอลลาร์

Last Updated on Monday, 27 July 2009 11:35