|
เมื่อจีนวิพากษ์สิทธิมนุษยชนอเมริกา |
|
Thursday, 07 June 2012 13:49 |
|
กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐได้ออกรายงานประจำปีเกี่ยวกับสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในประเทศต่างๆ ทั่วโลกรวมกว่า 200 ประเทศ
เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐได้ออกรายงานประจำปีเกี่ยวกับสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในประเทศต่างๆ ทั่วโลกรวมกว่า 200 ประเทศ โดยกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐได้จัดทำและเผยแพร่รายงานดังกล่าวเป็นประจำทุกปีมากว่า 40 ปี
สำหรับประเทศจีนนั้น รายงานของสหรัฐกล่าววิพากษ์ปัญหาสิทธิมนุษยชนในจีนที่ “ย่ำแย่” ลงกว่าเดิม โดยวิจารณ์การปราบปรามผู้มีความเห็นทางการเมืองแตกต่างจากพรรคคอมมิวนิสต์ ด้วยวิธีการพิเศษต่างๆ นอกเหนือจากที่กำหนดในกฎหมาย เช่น การจำกัดบริเวณ การทรมานร่างกาย ฯลฯ
รายงานยังย้ำข้อเท็จจริงที่ว่าจนบัดนี้ ประชาชนจีนก็ยังไม่มีสิทธิเลือกตั้งผู้นำรัฐบาล นอกจากนั้น กระบวนการยุติธรรมของจีนยังไม่ได้มาตรฐาน จีนมีนักโทษประหารชีวิตจำนวนมากที่สุดในโลกและมักถูกตัดสินโทษโดยกระบวนการพิจารณาความอาญาที่รวบรัด รายงานกล่าวว่าระบบศาลและอัยการจีนขาดประสิทธิภาพและตกอยู่ภายใต้อาณัติของพรรคคอมมิวนิสต์จีน
ในส่วนของภาคประชาชน รัฐบาลจีนจำกัดขอบเขตกิจกรรมของ NGO และไม่คุ้มครองเสรีภาพในการรวมกลุ่ม เช่น ไม่อนุญาตให้คนงานรวมกลุ่มประท้วงนายจ้าง ไม่อนุญาตให้มีการรวมกลุ่มเพื่อแสดงจุดยืนทางการเมือง ฯลฯ ทางการจีนไม่คุ้มครองเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น โดยเซ็นเซอร์สื่อมวลชนและอินเทอร์เน็ต ทางการจีนยังไม่คุ้มครองเสรีภาพในชีวิตและร่างกายของประชาชน โดยบังคับให้คุมกำเนิดซึ่งนำไปสู่การทำแท้งอย่างแพร่หลาย
รายงานของสหรัฐในปีนี้ยังคงมุ่งไปที่ประเด็นเดิมๆ ที่สหรัฐกล่าวโทษจีนเป็นเวลาต่อเนื่องมากว่าสิบปี ขณะที่จีนเองได้มอบหมายให้สำนักข่าวกลางประจำคณะรัฐมนตรีออกรายงานตอบโต้ โดยนับเป็นปีที่สิบสามที่จีนออกรายงานตอบโต้ลักษณะดังกล่าว รายงานของจีนไม่ใช่รายงานเพื่อชี้แจงข้อกล่าวหา หรือรายงานเกี่ยวกับประเทศต่างๆ ในโลก หากแต่เป็นรายงานพิเศษว่าด้วยสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในประเทศสหรัฐอเมริกาโดยเฉพาะ!!!
ทางการจีนแถลงว่า เป็นเรื่องตลกที่รายงานของสหรัฐครอบคลุมสถานการณ์สิทธิมนุษยชนกว่า 200 ประเทศ แต่ดันลืมพูดถึงประเทศตัวเองไป เพราะฉะนั้น ไม่ต้องห่วง จีนจะช่วยชำแหละความจริงเอง!!!
รายงานสถานการณ์สิทธิมนุษยชนสหรัฐ โดยรัฐบาลจีนในปีนี้ เริ่มต้นด้วยบทนำว่าก่อนที่จะคิดวิพากษ์วิจารณ์ใคร สหรัฐควร “ตักน้ำใส่กะโหลก ชะโงกดูเงา” ของตนเสียบ้าง สหรัฐต้อง “รู้จักเผชิญหน้ากับความจริงที่ฉาวโฉ่” ของตนเสียที และเลิกใช้ข้ออ้างเรื่อง “สิทธิมนุษยชน” เป็นเครื่องมือแทรกแซงกิจการภายในของประเทศอื่น รวมทั้งทำลายภาพลักษณ์ของมิตรประเทศเพื่อประโยชน์ทางยุทธศาสตร์ของตน
รายงานของจีนกล่าวว่าสหรัฐหลอกตัวเองว่าเป็นประเทศของอิสรชน (Land of the Free) ทั้งๆ ที่เพิ่งเกิดกรณีการปฏิบัติต่อผู้ชุมนุมกว่า 1,000 คน ที่ประท้วงยึดพื้นที่วอลล์สตรีทอย่าง “ไร้มารยาทและเปี่ยมด้วยความรุนแรง” ทั้งยังใช้กำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมสื่อมวลชนกว่า 200 คน ที่อยู่ในบริเวณพื้นที่เพื่อทำข่าวดังกล่าว
รายงานของจีนยังกล่าวถึงการเซ็นเซอร์ข้อมูลอินเทอร์เน็ตของสหรัฐตามกฎหมายว่าด้วยความมั่นคงแห่งชาติ ที่ให้อำนาจทางการสหรัฐทำการเซ็นเซอร์ข้อมูลที่ “เป็นภัยต่อความมั่นคง” และสามารถปิดเว็บไซต์ด้วยเหตุผลในเรื่องความมั่นคงและความปลอดภัยของสาธารณะได้ นอกจากนั้น ยังอ้างถึงรายงานของสื่อมวลชนอังกฤษที่กล่าวว่ากระทรวงกลาโหมสหรัฐกำลังพัฒนาซอฟต์แวร์ที่จะช่วยควบคุมข้อมูลใน Social Media ต่างๆ ให้เป็นไปในทิศทางที่เป็นประโยชน์ต่อสหรัฐ
รายงานกล่าวถึงการที่สหรัฐทำการทดลองทางการแพทย์ที่ Guatemala ในช่วงปี ค.ศ. 1946-1948 ซึ่งมีผู้เข้าร่วมโครงการกว่า 5,500 คน และเชื่อว่าทำให้คนกว่า 1,300 คนที่เข้าร่วมมีปัญหาสุขภาพตามมา นอกจากนั้น ยังวิพากษ์โครงการการทดลองต่างๆ ของ CIA สหรัฐ เช่น การทดลองรังสีเคมี การทดลองสะกดจิต (รายงานยืนยันว่ามีจริงๆ) เป็นต้น รายงานยังกล่าวถึงสงครามอิรัก ซึ่งส่งผลให้มียอดคนตายมากกว่า 655,000 คน
รายงานวิพากษ์ประชาธิปไตยสหรัฐว่าเป็น “ธนาธิปไตย” หรือก็คือระบบที่ “เงิน” เป็นใหญ่ โดยอ้างข้อมูลทางการของสหรัฐเองที่ว่า วุฒิสมาชิก และ ส.ส.ของสหรัฐเกือบครึ่ง มีทรัพย์สินต่อคนมากกว่า 1 ล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นเหตุผลที่สภาผู้แทนสหรัฐไม่เคยประสบความสำเร็จในการออกกฎหมายเพิ่มอัตราภาษีผู้มีรายได้มากกว่า 1 ล้านดอลลาร์ต่อปีได้ นอกจากนั้น ในระยะเวลา 20 ปีที่ผ่านมา 90% ของประชากรสหรัฐมีรายได้เท่าเดิมหรือลดลง ขณะที่มีประชากรเพียง 1% เท่านั้นที่มีรายได้เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
รายงานของจีนยังสะท้อนภาพสหรัฐในฐานะประเทศที่นิยม “ความรุนแรง” โดยสหรัฐซึ่งมีประชากรคิดเป็น 5% ของโลก กลับครอบครองปืนมากถึง 35-50 % ของจำนวนปืนทั้งหมดในโลก ส่วนที่สหรัฐคิดว่ากระบวนการยุติธรรมทางอาญาของตนนั้นดีเลิศ แท้จริงก็เป็นเพียงการหลอกตัวเอง ในเมื่อข้อเท็จจริงคือ สหรัฐมีจำนวนนักโทษในคุกมากที่สุดในโลกเมื่อเทียบต่อจำนวนประชากร กล่าวคือ คนสหรัฐทุกๆ 132 คน จะมี 1 คน ที่อยู่ในคุก
รายงานของจีนนั้นอ่านสนุกสุดมัน และชวนให้เราเห็นว่าสหรัฐเองก็ยังมีปัญหาที่ต้องแก้ไขอยู่มากเช่นกัน ไม่ได้เป็นแดนศิวิไลซ์ที่เราท่านทั้งหลายชอบอ้างอิงถึง
สิ่งที่สำคัญกว่านั้น คือรายงานดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความเข้าใจเรื่อง “สิทธิมนุษยชน” ที่แตกต่างกันระหว่างสหรัฐและจีน โดยที่สหรัฐจะย้ำเน้นถึง “สิทธิ” ในความหมายของ “โอกาส” เช่น สิทธิในการแสดงความคิดเห็น สิทธิในการเข้าสู่กระบวนการทางอาญาที่โปร่งใสและเป็นธรรม ฯลฯ ขณะที่จีนจะย้ำเน้นถึง “สิทธิ” ในความหมายของ “ผลลัพธ์” โดยสิ่งที่จีนโจมตีสหรัฐล้วนเป็นการโจมตีที่ “ผลลัพธ์” ทางสังคมของสหรัฐที่เลวร้ายและขาดความเป็นธรรม
รัฐบาลจีนชอบอธิบายว่า ตนได้ยกระดับชีวิตคนเป็นจำนวนนับล้านออกจากห้วงแห่งความยากจน ซึ่งควรถือว่าเป็นคุณูปการใหญ่หลวงต่อสิทธิมนุษยชน ส่วนการที่จีนจะไม่เปิด “โอกาส” ให้พวกนอกคอกได้มีปากเสียงหรือได้ผ่านกระบวนการยุติธรรมที่เป็นธรรมนั้น นั่นเป็นเรื่อง “กิจการภายในประเทศของจีน”
ความจริงที่เราไม่อาจปฏิเสธได้ก็คือ สิทธิมนุษยชนควรเป็นทั้งเรื่องของ “โอกาส” และ “ผลลัพธ์” ในเรื่องนี้ ไทยยังมีปัญหาจีนยังมีปัญหา และสหรัฐเองก็ยังมีปัญหาอยู่มากเช่นกัน
ทุกสังคมล้วนมีปัญหาสิทธิมนุษยชน และก้าวแรกของการแก้ไขปัญหาเหล่านี้ ก็คือสังคมนั้นต้องกล้ายอมรับและเผชิญกับปัญหาด้วยใจกว้าง ซื่อตรง และเป็นธรรม ไม่ใช่ปิดหูปิดตาตัวเอง ไม่ใช่มองแต่ชาวบ้าน ไม่ใช่อ้างเหตุผลพิเศษหลอกตัวเองไปวันๆ
ขอบคุณที่มา :: http://www.bangkokbiznews.com
|