|
การทูตจีนเริ่มปรับตัวคึกคัก พร้อมแลกเปลี่ยนผู้เห็นต่าง |
|
Wednesday, 27 June 2012 10:54 |
|
วันที่ได้นั่งสัมภาษณ์พิเศษ รัฐมนตรีช่วยต่างประเทศจีนมาดาม “ฟู่หยิง” จึงเห็นทิศทางใหม่
ของการรุกอธิบายนโยบายต่างประเทศจีน อย่างคึกคักกว่าที่ผ่านมาอย่างน่าสนใจยิ่ง
เธอเป็นนักการทูตที่นิ่มนวลในลีลาท่าที และขึงขังในเนื้อหา อธิบายเหตุผล และจุดยืนของจีนในเรื่องสำคัญๆ ทั้งหลายให้กับต่างประเทศฟัง ไม่ว่าจะเป็นนักวิชาการหรือสื่อมวลชนอย่างคล่องแคล่ว
เรียกว่า “พร้อมชน” กับนักการทูต นักวิชาการ และสื่อตะวันตกอย่างเต็มสูบทีเดียว
แต่ขณะเดียวกัน เธอก็ยอมรับว่ารัฐบาลจีนยังต้องชี้แจงอธิบายวิธีคิด และนโยบายของตนเองมากไปกว่าที่ผ่านมา เพราะจีนมองจีนเอง กับที่คนข้างนอกมองจีน นั้น บ่อยครั้งเป็นคนละเรื่องโดยสิ้นเชิง
ที่ผ่านมา กลไกการประชาสัมพันธ์หรืออธิบายความเรื่องราวของจีนเองนั้นค่อนข้างผูกติดกับระบบเก่าของพรรคคอมมิวนิสต์ และรัฐบาลที่ยังมีประเด็น “ละเอียดอ่อน” ที่ไม่ยอมอธิบายหรือไม่ยอมรับว่าคนอื่นมองแตกต่างออกไป
แต่มาดาม ฟู่หยิง ซึ่งเคยเป็นเอกอัครราชทูตจีน ประจำออสเตรเลีย และปักกิ่ง ก่อนจะก้าวขึ้นมาเป็นรัฐมนตรีช่วยต่างประเทศ มีประสบการณ์กับโลกตะวันตกมากพอที่จะรู้ว่าข้างนอกมองจีนอย่างไร และความเห็นแตกต่างนั้นมีมุมมองมาจากสาเหตุอันใด
ที่ผมเห็นว่าเป็นปรากฏการณ์ใหม่ที่น่าสนใจ คือ การที่รัฐมนตรีช่วยต่างประเทศจีน ท่านนี้ขอนัดพบนักวิชาการ และสื่อมวลชนเพื่อแลกเปลี่ยนความเห็นในลักษณะ “ปิดประตูจับเข่าคุยกัน” เพื่อจะได้แสดงความคิดความเห็นอย่างตรงไปตรงมาโดยไม่เป็นข่าว
อย่างนี้ไม่เคยเกิดขึ้นในแวดวงของทางการจีน กับสื่อ หรือนักวิชาการ โดยเฉพาะเมื่อรัฐมนตรีช่วยเองขอให้เขาที่ได้รับเชิญมาร่วมเสวนานั้นแสดงความเห็นโดยไม่ต้องเกรงใจ และยังถามไถ่อีกว่าคิดว่าจีนเองมีจุดอ่อนตรงไหน และจะต้องทำอย่างไรจึงจะสามารถ “สื่อ” กับคนข้างนอกได้ดีกว่าที่ผ่านมา
วิธีการอย่างนี้ประเทศตะวันตกอย่างสหรัฐ หรืออังกฤษ ใช้เป็นประจำเพื่อประเมินว่า “ภาพลักษณ์” ของตนในสายตานักคิดนักวิจารณ์ในประเทศอื่นนั้นเขาคิดอย่างไร แต่ประเทศเอเชียมักจะไม่ค่อยทำกัน
รัฐบาลญี่ปุ่น เริ่มจะถามไถ่ความเห็นของคนอื่นต่อภาพลักษณ์ และแนวนโยบายของตน ก็หลังจากที่มีคลื่นต่อต้านญี่ปุ่นไปหลายประเทศแล้ว
เกาหลีใต้ก็ไม่ได้มีแนวปฏิบัติเช่นนี้ เพราะไม่ได้มีบทบาทเป็นถึง “ประเทศมีอำนาจ” อย่างญี่ปุ่น
สหรัฐกับญี่ปุ่นเคยใหญ่ ครอบงำเศรษฐกิจโลกจึงตกเป็นเป้าของการวิพากษ์วิจารณ์และความรู้สึกต่อต้านจากบางฝ่ายที่มองเห็นอันตรายของการที่ยักษ์ใหญ่ทำอะไรโดยไม่คำนึงถึงผลประโยชน์หรือความรู้สึกของประเทศเล็กๆ
วันนี้ ยังไม่มีความรู้สึก “ต่อต้านจีน” อย่างเป็นขบวนการ แต่จีนก็เริ่มตระหนักเช่นกันว่าเมื่อตนใหญ่ขึ้น มีอิทธิพลมากขึ้น และมีบทบาทเป็น “มหาอำนาจ” ก็จะต้องเรียนรู้การ “บริหารความคาดหวัง” และบทบาทของตนในเวทีระหว่างประเทศมากขึ้น
รัฐมนตรีช่วยต่างประเทศจีนท่านนี้ได้ริเริ่มกระบวนการ “สื่อสารสองทาง” กับคนทั้งหลายที่ติดตามบทบาทของจีนในทุกด้าน
แน่นอนว่า เธอยังยืนยันว่า นโยบายหลักๆ ของรัฐบาลจีนนั้นถูกต้อง และข้อมูลใดๆ ที่เธอเห็นว่าถูกบิดเบือนจากสื่อหรือนักวิชาการตะวันตก มาดามฟู่หยิง ก็ไม่รีรอที่จะใช้เวทีระหว่างประเทศตอบโต้ ชี้แจง อธิบายอย่างเปิดเผย ซึ่งน่าจะเป็นแนวโน้มที่ดีกว่าการปกปิด เงียบงันหรืออ้ำอึ้งอย่างที่เคยเป็นวิธีปฏิบัติมาก่อน
มาดามฟู่หยิง ไต่เต้าจากการเป็นล่ามเพราะเรียนหนังสือหลายปีที่อังกฤษ (เคยเป็นล่ามให้ เติ้งเสี่ยวผิง) พูดภาษาอังกฤษคล่องแคล่ว ขึ้นเวทีถกประเด็นที่จีนถูกวิจารณ์ในเวทีสากลอย่างคล่องแคล่ว ถือได้ว่าเป็นนักการทูตรุ่นใหม่ของจีนที่น่าจะตามมาด้วยคลื่นลูกใหม่อีกหลายลูก
สถานทูตจีนก็เริ่มจะเปิดกว้างขึ้น สามารถจะแลกเปลี่ยนความเห็นตรงไปตรงมากับนักวิชาการและสื่อมวลชน (พูดไทยคล่องแคล่วตั้งแต่ระดับเอกอัครราชทูต อุปทูต และรองลงมากันทีเดียว) ในระดับที่ชัดเจนกว่าแต่ก่อนมากนัก
การทูตจีนกับการทูตตะวันตกเริ่มจะบรรจบกันตรงที่เราอยากเห็น...นั่นคือ การแลกเปลี่ยนกันตรงไปตรงมาในที่แจ้ง...การทูตไทยเองเล่าจะไปทางไหน
ขอบคุณที่มา::http://www.bangkokbiznews.com
|