|
ตอนที่ 2 การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองภายในของจีนและไทย |
|
Thursday, 07 February 2008 00:00 |
ที่มา 30 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-จีน ความร่วมมือระหว่างกัลยาณมิตร 2518-2548
นอกจากปัจจัยภายนอกดังกล่าวแล้ว การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองภายในของสาธารณรัฐประชาชนจีน ก็มีความสำคัญยิ่ง ภายหลังจากความปั่นป่วนในการปฏิวัติวัฒนธรรม (พ.ศ. 2508 - 2512) ได้สิ้นสุดและการเสียชีวิตของนายพลหลินเปียวใน พ.ศ. 2514 กลุ่มผู้นำพลเรือนอาวุโส ซึ่งนำโดยนายกรัฐมนตรี โจวเอินไหล และเติ้งเสี่ยวผิง ได้กลับมามีบทบาทและดำเนินนโยบายที่เน้นพัฒนาเศรษฐกิจของจีนให้ก้าวหน้าทัน สมัย และพยายามฟื้นฟูความสัมพันธ์ทางการทูตกับประเทศต่าง ๆ เพื่อต่อต้านการขยายอิทธิพลของสหภาพโซเวียต เหมาเจ๋อตุงซึ่งมีอายุมากแล้วก็เห็นด้วยกับการขยายความสัมพันธ์กับนานา ประเทศ
จีนได้ให้ความสำคัญกับการสร้างแนวร่วมเพื่อต่อต้านสหภาพโซเวียตด้วยการเข้า เป็นสมาชิกขององค์การสหประชาชาติ พ.ศ. 2514 และต่อมาได้ติดต่อกับสหรัฐอเมริกาด้วยการทูตปิงปองเพื่อใช้สหรัฐอเมริกาใน การคานอำนาจกับสหภาพโซเวียตตั้งแต่ พ.ศ. 2513 ยิ่งไปกว่านั้น จีนยังให้ความสำคัญกับประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือจนสามารถสถาปนาความ สัมพันธ์ทางการทูตกับญี่ปุ่นได้สำเร็จใน พ.ศ. 2515 และประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ซึ่งเปรียบเสมือนหลังบ้านของจีน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มประเทศสมาคมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หรืออาเซียน (ASEAN) รวมทั้งประเทศไทยซึ่งตั้งอยู่ในจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญ ซึ่งจีนกังวลว่าสหภาพโซเวียตอาจพยายามขยายอิทธิพลเข้ามาแทนที่สหรัฐอเมริกา ที่กำลังถอนตัวจากเวียตนามใต้ อีกทั้งจีนยังมีท่าทีอะลุ้มอล่วยประนีประนอมต่อการที่ประเทศต่าง ๆ ยังคงมีความสัมพันธ์ทางการทหารและความมั่งคงกับสหรัฐอเมริกา
ส่วน ประเทศไทย มีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองภายในหลายประการหลังจากที่อยู่ภายใต้การปกครอง ของเผด็จการทหารที่ผู้นำทางทหารขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีมาช้านาน อีกทั้งให้ความสำคัญกับปัญหาความมั่นคงซึ่งยังรวมไปถึงการต่อต้านภัยคุกคาม จากคอมมิวนิสต์นอกประเทศ การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองภายในประเทศไทยในระยะหลัง พ.ศ. 2516 ได้ส่งผลกระทบที่สำคัญต่อการปรับความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับสาธารณรัฐประชาชน จีน การที่นักศึกษาปัญญาชนและประชาชนได้ทวีบทบาทในการเรียกร้องการปกครองแบบ ประชาธิปไตย จนนำไปสู่ "เหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516" ที่ทหารใช้กำลังปราบปรามขบวนการนักศึกษาอย่างรุนแรงจนส่งผลให้ผู้นำทางการ เมืองของไทยที่เป็นทหาร และครองอำนาจมาช้านานต้องหมดอำนาจลงและลี้ภัยออกนอกประเทศ นำไปสู่การเลือกตั้งและมีรัฐบาลตามประชาธิปไตย บทบาทและอำนาจของทหารได้ถูกจำกัดลงชั่วขณะ รัฐบาลพลเรือนที่มีมุมมองทางด้านความมั่นคงกว้างกว่าได้รับการเลือกตั้ง สามารถดำเนินการปรับนโยบายต่างประเทศให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมภายนอกที่ กำลังเปลี่ยนแปลงทั้งระดับโลกและระดับภูมิภาคได้ทันท่วงที
นายกรัฐมนตรีพลเรือน ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช มองว่า การติดต่อเปิดความสัมพันธ์กับสาธารณรัฐประชาชนจีนน่าจะให้ประโยชน์ต่อชาวไทย ทั้งด้านความมั่นคง และด้านเศรษฐกิจ เพราะทำให้จีนลดการช่วยเหลือแก่พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยลง อีกทั้งไทยยังสามารถขายสินค้าเกษตร เช่น ข้าว ยางพารา ให้กับจีนได้มากขึ้น เนื่องจากจีนมีประชากรมากและผลิตผลในภาคเกษตรไม่เพียงพอต่อการบริโภคภายใน ประเทศ พลตรี ชาติชาย ชุณหะวัณ เคยมีประสบการณ์ด้านการทูตและการต่างประเทศ เพราะเคยดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตประจำอาร์เจนตินา และกลับมาเป็นอธิบดีกรมการเมือง และขึ้นดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศในรัฐบาลนายกรัฐมนตรี ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช ส่วนปัจจัยทางด้านเศรษฐกิจนั้น ความต้องการวัตถุดิบและพลังงานยังเป็นปัจจัยสำคัญในการพัฒนาอุตสาหกรรมและ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ทำให้รัฐบาลต้องปรับท่าทีและนโยบายต่อประเทศที่เป็นแหล่งทรัพยากรหรือ พลังงานเหล่านี้ ประเทศไทยต้องเผชิญกับวิกฤตน้ำมันเนื่องจากไทยไม่มีแหล่งน้ำมันของตนเอง อีกทั้งน้ำมันในตลาดโลกก็มีราคาแพงขึ้นและหายาก เนื่องจากกลุ่มประเทศที่ผลิตน้ำมัน (OPEC) ซึ่งส่วนใหญ่เป็นประเทศอาหรับในตะวันออกกลาง ขัดแย้งกับอิสราเอล และใช้น้ำมันเป็นเครื่องมือในการกดดันอิสราเอลและพันธมิตร ด้วยการลดปริมาณขุดเจาะน้ำมัน ทำให้น้ำมันขาดตลาดและมีราคาแพง ประเทศไทยต้องแสวงหาแหล่งซื้อน้ำมันใหม่ จีนตอบสนองที่จะช่วยเหลือไทยด้วยการขายน้ำมันดิบในราคามิตรภาพ ทำให้ไทยมีท่าทีเป็นมิตรต่อจีนมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม ผู้นำของไทยทั้งฝ่ายพลเรือนในกระทรวงต่าง ๆ และฝ่ายความมั่นคงยังคงวิตกกังวลกับปัญหาพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยที่ ยังได้รับการสนับสนุนจากพรรคคอมมิวนิสต์จีนและท่าทีของจีนต่อชาวจีนโพ้นทะเล ในประเทศจำนวนมากที่ใกล้ชิดกับไต้หวันและมีอิทธิพลทางเศรษฐกิจ รวมทั้งประเด็นเกี่ยวกับผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจไทยในไต้หวันด้วย ประเด็นต่าง ๆ เหล่านี้ทำให้การตัดสินใจปรับความสัมพันธ์ทางการทูตต่อจีนอย่างเป็นทางการ เป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ
|