Banner
'จีน'ลุยปราบทุจริต ล้างภาพลบ ฟื้นเชื้อมั่น
Thursday, 12 July 2012 10:35

“การทุจริตคอร์รัปชัน นับเป็นภัยคุกคามที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งชาติจีน”

คำสรุปที่สั้น กระชับ และตรงประเด็นมากที่สุดอีกครั้งถึงเหตุผลที่จีน มหาอำนาจอันดับหนึ่งแห่งเอเชียและอันดับสองของโลก จำเป็นต้องเร่งปฏิรูประบบป้องกันและปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชันอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดจากปากคำของ เวินเจียเป่า นายกรัฐมนตรีของประเทศ

เพราะการทุจริตคอร์รัปชันแม้เพียงเล็กน้อย ก่อให้เกิดความไม่ไว้วางใจในหมู่ประชาชน ก่อนสั่งสมจนกลายเป็นความไม่พอใจ และอาจถึงขั้นลุกฮือขึ้นล้มล้างต่อต้านรัฐบาลและพรรคคอมมิวนิสต์แห่งชาติจีน (ซีพีซี) เหมือนที่เคยเป็นมาในอดีตอย่างในช่วงปฏิวัติวัฒนธรรม

เพราะการคอร์รัปชันคือตัวบ่อนทำลายและขัดขวางการพัฒนาประเทศให้รุ่งเรืองเจริญก้าวหน้าอย่างยั่งยืน

 

และเพราะการคอร์รัปชันคืออุปสรรคใหญ่ของความมั่งคั่งร่ำรวยของประเทศชาติในอนาคต

ต้องยอมรับว่า นับตั้งแต่จีนปฏิรูปประเทศเปิดประตูรับนักลงทุนชาวต่างชาติและก้าวเข้าสู่นโยบายสี่ทันสมัยเมื่อต้นศตวรรษที่ 21 หรือราวๆ 34 ปีก่อน เศรษฐกิจจีนค่อยๆ เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนถือว่าประสบความสำเร็จมากที่สุดประเทศหนึ่ง

พิสูจน์ได้จากสถานะในปัจจุบันที่มีปริมาณเงินสำรองระหว่างประเทศมากที่สุดในโลก เป็นผู้นำด้านการผลิตและการส่งออก และมีโอกาสที่จะกลายเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดของโลกตามความเห็นของผู้เชี่ยวชาญหลายส่วน ซึ่งตัดสินโดยอิงจากการเติบโตของประเทศที่มีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 11.5% อย่างต่อเนื่องในช่วงไม่กี่สิบปีมานี้

ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าความมั่งคั่งที่หลั่งไหลเข้ามา ส่งให้คุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ของประชากรดีขึ้นในระดับที่ตัวเลขทางสถิติของทางการจีนระบุว่าช่วยลดจำนวนคนยากจนของประเทศได้ถึง 300 ล้านคน ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา

ขณะเดียวกันเพื่อดึงดูดให้เม็ดเงินไหลเข้าประเทศอย่างต่อเนื่อง รัฐบาลจีนจึงไม่ลังเลที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการทุ่มพัฒนาโครงสร้างสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานของประเทศและปัจจัยแวดล้อมอื่นๆ เพื่อเอื้อให้การทำธุรกิจของชาวจีนและชาวต่างชาติที่เข้าลงทุนในประเทศเป็นไปอย่างสะดวก รวดเร็ว กระทั่งลุล่วงไปได้ด้วยดี

ทว่า เบื้องหน้าความอู้ฟู่ที่เกิดขึ้น นำมาซึ่งช่องทางที่เอื้อให้เกิดการทุจริตคอร์รัปชันจากบรรดาโครงการเมกะโปรเจกต์มากมายของนักการเมืองหรือผู้มีอำนาจอยู่ในมือได้โดยง่ายเช่นเดียวกัน

จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจที่ข่าวคราวที่โลกได้ยินได้เห็นจากแดนมังกร นอกจากจะเป็นเรื่องข่าวการละเมิดสิทธิมนุษยชนแล้ว ก็คือ ข่าวการขุดคุ้ยเบื้องหลังความประพฤติมิชอบของเหล่านักการเมืองหรือเจ้าหน้าที่ระดับสูงของประเทศ โดยมีกรณีฉาวล่าสุดที่สั่นสะเทือนเลื่อนลั่น คือ การปลด ป๋อซีไหล เลขาธิการพรรคฯ มหานครฉงชิ่ง อย่างกะทันหัน

ขณะที่หากย้อนกลับไปก่อนหน้ากรณีของป๋อซีไหล หรือเมื่อปีที่ผ่านมาก็มีกรณีสะสางบัญชีกับเจ้าหน้าที่ระดับสูงของพรรคที่รับสินบนจนโดนปลดออกจากตำแหน่ง จำคุกตลอดชีวิต และต้องชดใช้ค่าเสียหายให้กับผู้ที่ได้รับผลกระทบทั้งหมด และทำให้เกิดการล้างบางครั้งใหญ่

อย่างไรก็ตาม การปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชันของจีนไม่ใช่สิ่งที่เพิ่งจะเกิดขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โดยพรรคคอมมิวนิสต์แห่งชาติจีนระบุชัดไว้ในเอกสารที่เผยแพร่สู่สาธารณะว่า นโยบายต่อต้านการคอร์รัปชันเป็นสิ่งที่พรรคเดินหน้าทำมาโดยตลอดควบคู่ไปกับการเปิดประเทศนับตั้งแต่ปี 2492 ก่อนปฏิรูปเป็นระบบให้เห็นเป็นรูปธรรมอย่างชัดเจนในปี 2536 โดยมีมณฑลกว่างตง เมืองท่าทางตอนใต้ของประเทศที่ติดกับฮ่องกงและมาเก๊า เป็นมณฑลนำร่องสำคัญ

เนื่องจากเป็นมณฑลแรกของจีนที่เปิดให้นักลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุนอย่างเต็มที่ และเป็น 1 ใน 3 มณฑลใหญ่ที่สร้างรายได้ให้กับประเทศอย่างเป็นกอบเป็นกำ

ทั้งนี้ สิ่งแรกที่รัฐบาลท้องถิ่นในมณฑลกว่างตง ภายใต้การให้คำปรึกษาแนะนำของพรรคคอมมิวนิสต์จีนลงมือทำก็คือ การประกาศให้สาธารณชนรับรู้โดยทั่วหน้ากัน คือ การยอมรับว่าจีนมีจุดอ่อนที่ต้องปรับปรุง มีช่องว่างที่ต้องอุดรูโหว่ ซึ่งไม่สามารถทำได้โดยลำพัง นั่นคือ การขจัดปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันให้หมดไป

และเพื่อการนั้น จึงจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากประชาชนทั้งประเทศ

หลังจากเริ่มวางแผนรบด้วยการสร้างเครือข่ายเฝ้าระวังให้มีอยู่ในทุกระดับของสังคมอย่างจริงจัง รัฐบาลมณฑลกว่างตงสามารถป้องกันความเสียหายอันเกิดจากการทุจริตได้สูงถึง 3,000 ล้านหยวน (ราว 1.5 หมื่นล้านบาท)

 

“จะไม่มีความเมตตาหรือเห็นใจใดๆ ให้ผู้กระทำความผิด และไม่ว่าจะเป็นใครก็ตามก็จะไม่มีการยกเว้นทั้งสิ้น” หวังซิงหนิง อธิบดีสำนักตรวจสอบวินัยของคณะกรรมการมณฑลกว่างตง ระบุ

นอกจากนี้ รัฐบาลท้องถิ่นมณฑลกว่างตงโดยความร่วมมือจากภาครัฐและพรรคซีพีซี ยังเดินหน้าต่อด้วยการสร้างศูนย์การประมูล (Bidding Center) ซึ่งทำหน้าที่อำนวยความสะดวกระหว่างเจ้าของโครงการและผู้เข้าร่วมประมูลโครงการ โดยช่วยย่นระยะเวลาการติดต่อ รวบรวมข้อมูล ซึ่งทำให้ใช้ระยะเวลาดำเนินงานในแต่ละโครงการให้เสร็จสิ้นภายใน 20 วัน หรืออาจน้อยกว่านั้น

ขณะเดียวกันก็ทำให้การตรวจสอบความโปร่งใสเป็นไปอย่างง่ายดายขึ้น เนื่องจากในทุกขั้นตอนจะมีเทคโนโลยี เช่น กล้องวงจรปิด และผู้เชี่ยวชาญชั้นนำในทุกสาขาที่เกี่ยวข้องกับโครงการกว่า 9,000 คน มาทำหน้าที่ตรวจสอบ พร้อมเปิดช่องทางให้คนธรรมดาสามัญเข้าถึงข้อมูลทุกประเภทของโครงการประมูลผ่านเว็บไซต์ ซึ่งรวมถึงข้อมูลการเสนอราคา พยานในการประมูล จำนวนที่ผู้ชนะการประมูลเสนอ

นอกจากนี้ งานของศูนย์ประมูลยังครอบคลุมถึงการติดตามผลหลังการประมูล เพื่อทำให้แน่ใจว่าบริษัทที่ชนะการประมูลจะทำงานได้ตรงตามเงื่อนไขที่วางไว้ทุกประการและเสร็จทันเวลาที่กำหนด

ทั้งนี้ หวังซิงหนิง ระบุว่า ตามสถิติที่ศูนย์ประมูลมณฑลกว่างตงบันทึกไว้ได้เมื่อปีที่ผ่านมา การทำธุรกรรมผ่านศูนย์ประมูลมีมูลค่าสูงถึง 1 แสนล้านหยวน (ราว 5 แสนล้านบาท)

“ศูนย์ของเราไม่มีการเรียกเก็บค่าใช้จ่ายใดๆ จึงสามารถตัดปัญหาเรื่องเงินหรือรับสินบนไปได้เลย เรามีคณะกรรมการตรวจสอบการทำงานของเจ้าหน้าที่อีกชั้นหนึ่ง ขณะที่ในระหว่างการประเมินซองเสนอการประมูล ผู้เชี่ยวชาญ ผู้ทำหน้าที่จะไม่ได้รับอนุญาตให้เปิดเผยตัว และต้องอยู่ภายในศูนย์ประมูลแห่งนี้จนกว่าการดำเนินการประมูลขั้นสุดท้ายจะเสร็จสิ้น” หวังซิงหนิง กล่าว พร้อมระบุเพิ่มเติมว่า ด้วยขั้นตอนของศูนย์ทำให้สามารถลดค่าใช้จ่ายในโครงการก่อสร้างลงไปได้มาก

ยิ่งไปกว่านั้น เพื่อให้การทำงานรัดกุมรอบด้านมากยิ่งขึ้น ทางศูนย์ประมูลมณฑลกว่างตงจึงเปิดพื้นที่รับเรื่องร้องเรียนเพื่อให้ผู้ที่ยังข้องใจได้มีหนทางเข้าตรวจสอบ

“แต่เท่าที่ผ่านมา ในช่วง 5 ปีของการดำเนินการของศูนย์ ยังไม่มีกรณีร้องเรียนใดๆ ภายหลังการประมูลเลย ไม่ว่าจะเป็นนักลงทุนชาวจีน หรือนักลงทุนข้ามชาติ” อธิบดีสำนักตรวจสอบวินัยของคณะกรรมการมณฑลกว่างตง กล่าว พร้อมตั้งเป้าให้ศูนย์สามารถอำนวยความสะดวกให้กับโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่เพิ่มเติม เหมือนเช่นที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วกับโครงการสร้างสะพานเชื่อมฮ่องกง-มาเก๊า-จูไห่

“ประเด็นสำคัญก็คือ ให้การทำงานของเราอยู่ภายใต้แสงอาทิตย์ทุกขั้นตอน ทุกกระบวนการมองเห็นได้หมด ตรวจสอบได้หมด ไม่มีนอกไม่มีใน ทั้งนี้เรามีศูนย์ลักษณะนี้ตามเมืองใหญ่ต่างๆ ทั่วประเทศ และวางแผนจะขยายไปให้เข้าถึงระดับชุมชน โดยเป้าหมายสำคัญที่สุดก็คือ การให้คนในชุมชนลุกขึ้นมาตรวจสอบการทำงานของเจ้าหน้าที่รัฐในพื้นที่ และมีหนทางต่อสู้กับการทุจริตของเจ้าหน้าที่” หวังเยวหมิน คณะกรรมการพรรคคอมมิวนิสต์แห่งชาติจีนประจำมณฑลกว่างตง กล่าว

นับเป็นความเอาจริงเอาจังที่น่าชื่นชมของจีน และเป็นแบบอย่างที่น่าเดินตามสำหรับหลายๆ ประเทศที่ยังคงเผชิญหน้ากับปัญหาการปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชัน ซึ่งหมายรวมถึงประเทศเพื่อนบ้านไม่ใกล้ไม่ไกลอย่างประเทศไทย ที่ความโปร่งใสยังคงเป็นปัญหาใหญ่

จากการจัดอันดับขององค์กรเพื่อความโปร่งใสระหว่างประเทศใน 178 ประเทศทั่วโลก อันดับของประเทศไทยร่วงจากที่ 78 ในปี 2553 มาอยู่ที่ 80 ในปี 2554

นับเป็นเรื่องน่าคิดว่า ในขณะที่ไทยพูดถึงนโยบายการป้องกันปราบปรามคอร์รัปชันให้ได้ยินอยู่ทุกวัน แต่สิ่งที่ทั่วโลกได้เห็นก็ยังคงเป็นเหมือนเช่นที่เป็นมา

หรืออาจเลวร้ายหนักกว่าเดิมด้วยซ้ำ!


ขอบคุณที่มา::http://www.posttoday.com