|
โตแค่ 7.6%...ต่ำสุดใน 3 ปี จีนก็มิอาจเป็นอัศวินม้าขาวได้ |
|
Tuesday, 17 July 2012 09:06 |
|
ใครๆ ก็ห่วงว่าถ้าเศรษฐกิจจีนชะลอตัวลง ก็จะมีผลกระทบกว้างไกลกว่ายุโรป และสหรัฐ ด้วยซ้ำ
เพราะ “มังกรยักษ์” ได้กลายเป็นความหวังหลักของโลก ว่าจะเป็นประเทศที่อุ้มชาติอื่นได้ในยามที่วิกฤติยุโรปทำท่าจะลากยาว
ด้วยความกังวลอย่างนี้แหละที่พอตัวเลขอัตราโตทางเศรษฐกิจของจีนสำหรับไตรมาสสองของปีนี้ออกมา 7.6% ก็เกิดความหวั่นไหวกันในหลายวงการทีเดียว
ต้องไม่ลืมว่าวันนี้เศรษฐกิจจีนใหญ่เป็นอันดับสองของโลกแล้ว มิใช่ “ประเทศกำลังพัฒนา” อย่างที่เรียกขานกันมาก่อนหน้านี้
เพราะอัตราโต 7.6% สำหรับจีนนั้นคือตัวเลขต่ำที่สุดใน 3 ปี และต่ำกว่าไตรมาสแรกที่มีอัตราเติบโตที่ 8.1%
ยิ่งเปรียบกับเมื่อสองปีก่อนซึ่งมีอัตราโตของจีดีพี อยู่ที่ 10-12% ด้วยแล้วก็ยิ่งสร้างความหวาดกลัวในหลายประเทศ ที่ต้องพึ่งตลาดจีนเป็นตลาดส่งออกใหญ่เช่นประเทศในอาเซียนทั้งหลายเป็นต้น
รัฐบาลจีนประกาศเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ว่า คาดการณ์สำหรับเฉลี่ยทั้งปีนี้จะอยู่ที่ 7.5% ซึ่งก็แปลว่าปักกิ่ง ได้ส่งสัญญาณเตือนมายังประเทศอื่นๆ ทั่วโลกแล้วว่าอย่าได้คาดหวังอะไรมากจากจีนในปีนี้
แต่จะไม่ให้เป็นห่วงได้อย่างไรในเมื่อการผลิตของจีนเท่ากับ 1 ใน 5 ของโลก และหากเศรษฐกิจจีนชะลอตัวลง ก็มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกอย่างช่วยไม่ได้
ผมถามผู้อำนวยการของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ คริสติน ลาร์การ์ด ที่กรุงเทพฯ วันก่อนว่ากลัว “ฟองสบู่จีน” แตกหรือไม่ เธอบอกว่าไม่น่าจะเป็นเช่นนั้นเพราะจากการติดตามอย่างค่อนข้างใกล้ชิดของทีมงานไอเอ็มเอฟ ก็ยังไม่แสดงอาการอะไรที่จะส่อไปในทางที่เศรษฐกิจจีนจะเจอกับแรงกระแทกหนักหน่วงอย่างนั้น
แต่ทุกคนก็ยอมรับว่าจีน มีบทบาทสำคัญในการช่วยยูโรโซน ให้รอดพ้นจากวิกฤติครั้งนี้ เพราะเป็นประเทศที่ใหญ่และมีความร่ำรวยเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
อีกทั้งจีนก็ตระหนักว่าหากปล่อยให้ยูโรโซนเป็นอะไรไป ก็จะมีผลอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ต่อสหรัฐ และนั่นย่อมแปลว่าตลาดส่งออกใหญ่สำหรับจีนจะมีปัญหาทันที
จีนวันนี้เป็นส่วนเชื่อมต่อกับเศรษฐกิจโลกอย่างผสมกลมกลืน จึงไม่อาจจะหลีกหนีความเสียหายได้หากยุโรปเป็นอะไรไป
ผู้นำจีนประกาศหลายครั้งว่าพร้อมจะเข้าไปช่วยยุโรปหากจำเป็น เพราะจีนต้องการจะมีส่วนป้องกันไม่ให้วิกฤติของยุโรปกลายเป็นวิกฤติโลก
สหรัฐที่เคยเชื่อกันว่าจะต้องพยายามเข้าไปอุ้มยุโรป ไม่ปล่อยให้เจ๊งต่อหน้าต่อตา แต่เอาเข้าจริงๆ หากอเมริกาเอาตัวเองรอด ไม่มีอันเป็นไปพร้อมกับยุโรปก็ถือว่าเป็นการทำหน้าที่ของตนอย่างดีแล้ว
ตอนนี้จีนจึงกลายเป็น “พระเอก” ที่ยังไม่แน่ใจว่าจะมีม้าขาวให้ขี่หรือไม่ เพราะตัวเองก็เริ่มจะออกอาการอ่อนเพลียแล้วเช่นกัน
หกเดือนหลังของปีนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับจีนที่จะต้องประคองสถานภาพของตนเอง ไม่ให้ย่ำแย่ไปกว่านี้ เพราะหากเศรษฐกิจจีนหมดเรี่ยวหมดแรงเพราะภาวะในยุโรปด้วยแล้ว ประเทศอื่นๆ ที่ต้องพึ่งพาตลาดและการค้าขายกับจีนก็จะพลอยซึมเซาไปด้วย
แต่นักวิเคราะห์ที่ติดตามเศรษฐกิจจีนอย่างใกล้ชิดบอกผมว่ายังไงๆ จีนก็คงพยายามป้องกันไม่ให้เกิดการ “โหม่งโลก” หรือที่เรียกว่า hard landing เพราะเชื่อกันว่าจีนยังมี “กระสุน” ที่ตุนเอาไว้สำหรับยามฉุกเฉินพอสมควร
สัญญาณของความหวั่นไหวของจีนมาจากการปรับลดดอกเบี้ยของจีนสองครั้งในหนึ่งเดือนที่เป็นทิศทางที่ทำให้กูรูเศรษฐกิจทั่วโลกหันมาจับตาจีนด้วยความสงสัยว่าจีนกำลังจะส่งสัญญาณว่าเริ่มมีอาการไม่ค่อยสบายด้วยแล้วใช่หรือไม่
ดังนั้น เมื่อนายกฯ เวินเจียเป่า ประกาศเมื่อเร็วๆ นี้ ว่า รัฐบาลจีน ต้องกระตุ้นการลงทุนเพื่อทำให้มีเสถียรภาพสำหรับการเติบโต ก็ทำให้เกิดการคาดเดาว่าปักกิ่ง กำลังเตรียมจะใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบใหม่
แต่ผู้นำจีน ก็ต้องระวังไม่ให้ยาแรงไป เพราะหากรัฐทุ่มเงินลงทุนหนักเพื่อป้องกันปัญหา ก็อาจจะดันให้ราคาอสังหาริมทรัพย์สูงขึ้น และอัตราเงินเฟ้อก็จะสูงตามมา
ดังนั้น ไม่มีประเทศไหนสามารถจะอ้างว่าตัวเองมี “ภูมิคุ้มกัน” หนาแน่นพอที่จะไม่ต้องห่วงว่าโรคร้ายแรงจากยุโรปจะระบาดมาถึงตน
จีนอาจจะดูแข็งแรงกว่าคนอื่นอยู่บ้าง แต่ปักกิ่ง ก็เริ่มส่งสัญญาณว่าอย่าได้คาดหวังจากเขามากนัก เพราะกำลังมีอาการไข้บ้างแล้วเหมือนกัน
คนไทยเราสร้างบังเกอร์แข็งแกร่งพอที่จะรับพายุเศรษฐกิจรอบใหม่นี้แล้วหรือยัง เอกชนคงจะรอให้รัฐบาลตั้ง “war room” เพื่อปักหลักรับศึกไม่ได้ ต้องคิดหาทางป้องกันตัวเองให้จงหนักเอาไว้
ขอบคุณที่มา::http://www.bangkokbiznews.com
|