Banner
อินเดียผ่อนฝีเท้าตามจีน ลางร้าย ศก.โลก Print E-mail
Written by กรุงเทพธุรกิจออนไลน์   
Friday, 03 August 2012 08:41


     เศรษฐกิจอินเดียส่งสัญญาณชะลอตัวตามรอยจีน สะท้อนลางร้าย “บริกส์” กลจักรเศรษฐกิจโลกที่ยังเหลือรอด


     ยักษ์เอเชีย “อินเดีย” เพิ่งประสบปัญหาไฟฟ้าดับติดต่อกัน 2 ครั้งในรอบ 2 วัน กระทบประชาชนกว่า 600 ล้านคน สร้างความเสียหายด้านคมนาคมขนส่ง และส่งผลต่อภาคธุรกิจ นับเป็นสถานการณ์ไฟฟ้าดับครั้งรุนแรงสุดในรอบกว่า 10 ปีของแดนโรตี


     เหตุไฟฟ้าขัดข้องที่เกิดขึ้นในอินเดีย จุดความวิตกถึงการชะลอตัวของเขตเศรษฐกิจกำลังพัฒนารายนี้ ซึ่งอาจเกิดตามรอยจีนที่กำลังเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป หรือซอฟต์ แลนดิ้ง


     หลังวิกฤติการเงินโลกในปี 2551-2552 การเติบโตของเขตเศรษฐกิจกำลังพัฒนาอย่างอินเดียและจีน มีบทบาทสำคัญในการดึงเศรษฐกิจโลกออกจากภาวะถดถอย ถือเป็นครั้งแรกของการฟื้นจากโหมดถดถอยโดยที่ไม่ได้มาจากฝีมือของเขตเศรษฐกิจพัฒนาแล้วอย่างสหรัฐ ญี่ปุ่น และยุโรป เหมือนที่ผ่านมา


     ประธานโกลด์แมน แซคส์ แอสเส็ต แมเนจเมนต์ “จิม โอนีล” ระบุว่า การเผชิญกับปัญหามะรุมมะตุ้ม ทั้งวิกฤติหนี้ยูโรโซน เศรษฐกิจที่ซบเซาในสหรัฐ และการชะลอตัวในเขตเศรษฐกิจกำลังพัฒนา “บริกส์” ที่ประกอบด้วยบราซิล รัสเซีย อินเดีย และจีน จึงเป็นเค้าลางแห่งความวิตก


     โอนีล มองว่า อะไรที่เกิดขึ้นกับประเทศเหล่านี้ มีความสำคัญต่อโลกมากกว่าสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในยูโรโซนเสียอีก

     เพราะเขตเศรษฐกิจกำลังพัฒนาสร้างความมั่งคั่งให้โลกได้รวดเร็วกว่ายุโรปและอเมริกาเหนือ อย่างเมื่อปีที่แล้ว เศรษฐกิจกลุ่มบริกส์เติมการเติบโตให้เศรษฐกิจโลกได้คิดเป็นมูลค่ามากถึง 2.2 ล้านล้านดอลลาร์ หรือเทียบเท่าเศรษฐกิจของอิตาลีที่ใหญ่เป็นอันดับ 8 ของโลก


     สิ่งที่น่าเป็นห่วง คือ การชะลอตัวทางเศรษฐกิจในบราซิลและอินเดีย รวมถึงการชะลอตัวทางเศรษฐกิจที่กำลังเกิดกับจีน สิ่งที่เกิดขึ้นกับประเทศเหล่านี้สำคัญมากสำหรับผู้คนทั้งโลก


     ประเด็นเรื่องไฟฟ้าขัดข้องติดต่อกันในอินเดีย ซึ่งเป็นเขตเศรษฐกิจขนาดใหญ่อันดับ 3 ในเอเชีย จุดคำถามถึงการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานในแดนภารตะ ผ่านภาพของการจราจรที่ติดขัดอย่างหนัก เนื่องจากสัญญาณไฟจราจรไม่ทำงาน และรถไฟอย่างน้อย 300 ขบวน ต้องล่าช้า


     ท่ามกลางสถานการณ์ไฟฟ้าดับที่เกิดขึ้นกับคนครึ่งประเทศในอินเดีย ธนาคารกลางอินเดียปรับลดคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจลง 1% อยู่ที่ 6.5% ในปีนี้ ห่างไกลจากระดับ 10.1% ในปี 2553


     ส่วนบราซิลก็ขยายตัวแค่ประมาณ 2.7% ในปี 2554 เทียบกับระดับ 7.5% ในปี 2553 ขณะที่จีนประเมินการเติบโตทางเศรษฐกิจในปี 2555 อยู่ที่ 7.5% เป็นครั้งแรกที่ทางการปักกิ่งตั้งเป้าการขยายตัวทางเศรษฐกิจต่ำกว่าระดับ 8% ในรอบ 8 ปี


     เศรษฐกิจแดนโรตีเติบโต ทำให้ความต้องการบริโภคพลังงานเพิ่มขึ้นมาก แต่เหตุไฟฟ้าดับสะท้อนว่า ความต้องการมีมากกว่ากำลังการผลิต


     อาจารย์จากสเติร์น สกูล ออฟ บิสซิเนส แห่งมหาวิทยาลัยนิวยอร์ก “อรุณ สุนทระราชัน” ระบุว่า การเติบโตทางเศรษฐกิจของอินเดีย โดยเฉพาะการขยายตัวในกลุ่มชนชั้นกลางและภาคอุตสาหกรรม ส่งผลให้ความต้องการใช้ไฟฟ้ามีมากกว่าความสามารถในการจัดหาสาธารณูปโภคพื้นฐานให้เพียงพอ แต่นี่ก็ไม่ใช่สิ่งที่เหนือความคาดหมายสำหรับช่วงเวลาเปลี่ยนผ่านของประเทศ


     เขามองว่า การจะสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานให้ดีขึ้น รัฐบาลอินเดียจำเป็นต้องเปิดกว้างสำหรับหุ้นส่วนระหว่างภาครัฐและเอกชนในอุตสาหกรรมพลังงาน เช่นเดียวกับที่ดำเนินการกับอุตสาหกรรมสื่อสารโทรคมนาคม


     โดยรัฐบาลการลงทุนด้านโครงสร้างพลังงานจะต้องดำเนินการตลอดช่วงทศวรรษข้างหน้า และภาคเอกชนจะมีบทบาทสำคัญในการลงทุนด้านนี้เพื่อแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น


     แต่ใช่ว่าทุกคนจะมองลางร้ายที่เกิดกับบริกส์ อย่างหุ้นส่วนผู้ก่อตั้งบริษัทที่ปรึกษาด้านการลงทุนในเอเชีย บริษัทเต๋อซาน ชิรา แอนด์ แอสโซซิเอตส์ ในปักกิ่ง “คริส เดวอนไชร์-เอลลิส” บอกว่า ในอินเดีย อายุเฉลี่ยของแรงงานอยู่ที่ 24 ปี เหมือนกับจีนเมื่อ 20 ปีก่อน อีกทั้งอินเดียยังมีชนชั้นกลางผู้มั่งคั่งอีก 250 ล้านราย ซึ่งเป็นจำนวนเท่าๆ กับจีน สิ่งที่น่าสนใจคือ ใช้อินเดียเป็นฐานผลิตราคาถูก อีกทั้งเข้าถึงตลาดอินเดียไปพร้อมกัน


     เช่นเดียวกับประธานบริหารเทมเปิลตัน อีเมิร์จจิ้ง มาร์เก็ตส์ กรุ๊ป “มาร์ก โมเบียส” ที่มองว่า นักลงทุนสถาบันทั่วโลกยังเป็นปลื้มกับการลงทุนในตลาดเกิดใหม่ ซึ่งเติบโตอย่างรวดเร็ว

 
ขอขอบคุณที่มา : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์