bg-head-3

ข่าวสาร

จีนสยายปีกการค้าการลงทุนในเอเชีย ขณะที่อเมริกัน “ถอยทัพ” กลับบ้าน

 

ในการกล่าวปราศรัยเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกาเมื่อวันที่ 20 ม.ค.ที่ผ่านมา ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวถึงสภาพการณ์ของสหรัฐฯว่ากำลังตกอยู่ในวิกฤต และจะเยียวยาด้วยลัทธิโดดเดี่ยว ( isolationist ) หรือนโยบายแยกตัวจากชาติอื่นๆ พร้อมๆไปกับลัทธิคุ้มครองการค้า (protectionist) ประมุขใหม่แดนพญาอินทรีประกาศก้องว่า “นับจากวันนี้เป็นต้นไป อเมริกันต้องมาก่อนอันดับแรก” 

       

       สองวันต่อมา ในวันที่ 23 ม.ค. ทรัมป์ได้ลงนามในคำสั่งพิเศษถอนตัวออกจากความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (Trans-Pacific Partnership หรือ TPP) อย่างเป็นทางการ TPP ซึ่งนายบารัค โอบามา ริเริ่มเมื่อปี 2015 เป็นช่องทางหลักของวอชิงตันในการกลับเข้ามามีบทบาทในเอเชีย หรือปักหมุดเอเชีย (Pivot to Asia) ประกอบด้วยสมาชิก 12 ชาติ ได้แก่ สหรัฐฯ ญี่ปุ่น แคนาดา ชิลี เม็กซิโก เปรู ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ สิงคโปร์ มาเลเซีย บรูไน และเวียดนาม ซึ่งครองสัดส่วนราว 40% ของจีดีพีโลก นับเป็นข้อตกลงเขตการค้าเสรีที่ใหญ่ที่สุดของโลก TPP ไม่มีจีนรวมอยู่ด้วย ทำให้หลายฝ่ายมองว่ามันเป็นยุทธศาสตร์สกัดอิทธิพลจีนในอาณาบริเวณ

       

       แต่ขณะนี้พญาอินทรีได้ “ถอยทัพ” กลับบ้าน ปลีกตัวออกห่างจากพันธมิตรเอเชีย ไปเป็นโดดเดี่ยวผู้น่ารักของอเมริกันชน มุ่งปกป้องผลประโยชน์ภายในประเทศ ด้านจีนยังคงมุ่งขยายโลกาภิวัตน์ โดยที่ชาติต่างๆในภูมิภาคเอเชียก็ขานรับจีนในฐานะยักษ์ใหญ่เศรษฐกิจอันดับสองของโลกมากขึ้น

       

       หลังจากที่ทรัมป์ลงนามถอนตัวออกจากTPP วันถัดมา (24 ม.ค.) นายกรัฐมนตรีแห่งมาเลเซีย นาย นาจิบ ราซัค ก็ออกโรงเรียกร้องให้มีการสรุปความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค Regional Comprehensive Economic Partnership ชื่อย่อ RCEP ซึ่งเป็นความตกลงบูรณาการเขตการค้าเสรีในภูมิภาค ระหว่าง 10 ชาติสมาชิกอาเซียน และ 6 ชาติคู่เจรจา (ได้แก่ จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ อินเดีย ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์)

       

       พญามังกรกลายเป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของกลุ่มชาติอาเซียน ขณะที่ด้านการลงทุนก็โตวันโตคืน รายงานคาดการณ์ของ เครดิต สวิส กรุ๊ป ระบุเมื่อปีที่แล้วว่า การลงทุนต่างชาติโดยตรง หรือเอฟดีไอจีนในกลุ่มชาติยักษ์ใหญ่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 6 ชาติ ได้เพิ่มเกือบเท่าตัว

       

       “จีนมีเป้าหมายชัดเจน โดยรู้ว่าตนต้องการอะไรจากการเติบโตทางเศรษฐกิจในภูมิภาคนี้ แต่ปัจจุบัน ไม่ใช่ผลประโยชน์ระหว่างรัฐบาลกับรัฐบาลอีกต่อไป ภาคบริษัทเอกชนกำลังมาแรง และมีบทบาทมากขึ้น” Santitarn Sathirathai นักเศรษฐศาสตร์ประจำเครดิต สวิส ในสิงคโปร์ กล่าว

       

       ฟิลิปปินส์และมาเลเซียต่างเคลื่อนไหวเข้าหาจีนอย่างชัดเจน ประธานาธิบดีแห่งฟิลิปปินส์ นาย โรดรีโก ดูแตร์เต เยือนกรุงปักกิ่งครั้งแรกเมื่อเดือนต.ค.ที่ผ่านมา และได้กล่าวว่า เขาต้องการถอยห่างจากการกระชับสัมพันธ์กับอเมริกา ซึ่งเป็นพันธมิตรด้านการทหารรายหลัก และหันมามุ่งการปรับสมดุลใหม่โดยให้ความสำคัญกับจีน หรือยุทธศาสตร์ปักหมุดจีน (pivot to China) 

ระหว่างที่นายกรัฐมนตรีแห่งมาเลเซีย นาย นาจิบ ราซัค เยือนจีนในเดือนพ.ย.ที่ผ่านมา ก็มีการลงนามข้อตกลงการลงทุนระหว่างสองชาติ มูลค่ารวมราว 30,000 ล้านเหรียญสหรัฐ อีกทั้งสัญญาการลงทุนในภาคพลังงานไปยันโครงสร้างพื้นฐาน อย่างเช่น รถไฟ

       

       นายกฯแดนเสือเหลืองโปรยยาหอมอีกว่ามาเลเซียมีความสัมพันธ์พิเศษกับจีนจากพื้นฐานวัฒนธรรมร่วมและการเคารพซึ่งกันและกัน ขณะนี้ความสัมพันธ์ระหว่างสองชาติก็กำลังทะยานสูงสู่ระดับใหม่

       

       แม้สหรัฐฯเป็นผู้ลงทุนรายใหญ่ที่สุดของฟิลิปปินส์ แต่ขณะนี้จีนกำลังชิงแท่นนักลงทุนรายใหญ่ที่สุดในแดนตากาล็อกในปีนี้ (2560) ด้วยมูลค่าการลงทุน 24,000 ล้านเหรียญสหรัฐ และกระแสเงินไหลเข้า 2,500 ล้านเหรียญสหรัฐ จากตัวเลขประมาณการณ์ของ เอชเอสบีซี โฮลดิ้ง (HSBC Holding)

       

       จีนได้เผยแผนขั้นตอนต่างๆในการขยายสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจที่เหนียวแน่นกับฟิลิปปินส์ ซึ่งประกอบด้วยมาตรการส่งเสริมการนำเข้าสินค้าเกษตร สนับสนุนบรรดาบริษัทจีนเข้าไปลงทุน ให้ความช่วยเหลือด้านการเงินในโครงการโครงสร้างพื้นฐาน ตลอดจนยกเลิกข้อจำกัดการลงทุนจากต่างประเทศ

       

       เครดิต สวิส ประมาณ เอฟดีไอจีนใน 6 ชาติสมาชิกอาเซียน จะสูงประมาณ 16,000 ล้านเหรียญสหรัฐในปี 2559 โดยเอฟดีไอทั้งหมดที่เข้ายังประเทศไทยนั้น 30 เปอร์เซ็นต์เป็นเอฟดีไอจากจีน ขณะที่มาเลเซียมีเอฟดีไอจีน 20 เปอร์เซ็นต์ 

       

       ด้านยักษ์ใหญ่อินโดนีเซีย ซึ่งมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในอาเซียน การลงทุนจากจีนขยับสูงขึ้นๆ หลังการพบปะ 5 ครั้งระหว่างประธานาธิบดี สี จิ้นผิงและประธานาธิบดี โจโค วิโดโด ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา โดยขณะนี้ จีนเป็นนักลงทุนรายใหญ่อันดับสาม ตามหลังสิงคโปร์ และญี่ปุ่น โดยเอฟดีไอ พุ่งทะยานขึ้น 1,600 ล้านเหรียญสหรัฐ ในช่วง 9 เดือนจนถึงเดือนก.ย.ที่ผ่านมา เปรียบเทียบกับเอฟดีไอทั้งปีของปีก่อนหน้า (2558) ซึ่งอยู่ที่ประมาณ 600 ล้านเหรียญสหรัฐ

       

       มิเพียงจีนรายเดียวเท่านั้นที่รุกเข้ามากระชับสัมพันธ์เศรษฐกิจในอาเซียน ยังมีกลุ่มบริษัทจากไต้หวันและญี่ปุ่นหลั่งไหลเข้าจัดตั้งหน่วยปฏิบัติการธุรกิจในภูมิภาคนี้ เนื่องจากค่าแรงต่ำและอัตราเติบโตเศรษฐกิจแข็งแกร่ง

       เป็นที่คาดการณ์ว่าอัตราเติบโตเศรษฐกิจของกลุ่มยักษ์ใหญ่เศรษฐกิจอาเซียนทั้ง 6 ชาติ นอกเหนือจากสิงคโปร์ จะขยายตัวมากกว่า 3 เปอร์เซ็นต์ ในปี 2559

       

       ภาคการท่องเที่ยวเป็นอีกภาคอุตสาหกรรม ที่ได้รับส้มหล่นลูกเบ้อเริ่มเทิ่มจากกระแสความต้องการของนักท่องเที่ยวจีน จากการประมาณการณ์ของนาย เอ็ดวาร์ด ลี นักเศรษฐศาสตร์ประจำสแตนดาร์ด ชาร์เตอร์ด ในสิงคโปร์ ระบุว่า ปัจจุบัน 1 ใน 4 ของกลุ่มนักท่องเที่ยวทั้งหมดที่มาเที่ยวประเทศไทย มาจากประเทศจีน เทียบเปรียบกับช่วงปี 2551 ที่มีนักท่องเที่ยวชาวจีนเพียง 5 เปอร์เซ็นต์ ของนักท่องเที่ยวทั้งหมดที่มาเที่ยวสยามเมืองยิ้ม 

 ส่วนชาติอื่นๆในอาเซียน ก็ได้รับอานิสงส์จากความต้องการท่องเที่ยวของชาวจีน จำนวนนักท่องเที่ยวจีนที่เดินทางไปยังถิ่นเอเชียเพิ่มขึ้นหนาตามากตั้งแต่ปี 2543

       

       “อาเซียนเหมือนกับได้ส้มหล่นลูกเบ้อเร่อจากการท่องเที่ยวจีน ทุกประเทศได้นักท่องเที่ยวจีนมาช่วยอุดหนุนสินค้าและบริการ กระตุ้นการค่าใช้จ่าย” ลีกล่าว

       

       ไทยเป็นหนึ่งในชาติอาเซียน ที่จัดบริการให้นักท่องเที่ยวจีนสามารถขอวีซ่าที่ประเทศปลายทาง (visas on arrival) ด้านมาเลย์ยกเว้นวีซ่าสำหรับผู้เดินทางมายังแดนเสือเหลืองในช่วงเวลาไม่เกิน 15 วัน ส่วนอินโดนีเซียยกเว้นวีซ่าสำหรับนักท่องเที่ยวจีนเมื่อปีที่แล้ว

       

       เครดิต สวิส ประมาณว่านักท่องเที่ยวจีนจะช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายในไทย เพิ่มขึ้น 30 เปอร์เซนต์ ซึ่งจะช่วยดันอัตราเติบโตเศรษฐกิจ ประมาณ 1.6 จุด และช่วยกระตุ้นจีดีพีเวียดนาม เกือบ 1 จุด

       

       ขณะเดียวกัน จีนกับประเทศในอาเซียนระหองระแหงกันในศึกชิงเกาะในทะเลจีนใต้ ซึ่งเป็นเส้นทางเดินเรือสินค้าที่คึกคักที่สุดในโลก อาทิ ฟิลิปปินส์ และเวียดนาม อ้างสิทธิเหนือดินแดนในทะเลจีนใต้ ซึ่งเป็นเขตทับซ้อนกับจีน และต่างก็ขยายกองกำลังประจำการของตนในดินแดนพิพาทนั้น

       

       จีนและอินโดนีเซียก็เผชิญหน้ากันร้อนฉ่าในศึกวิวาทะแย่งกรรมสิทธิดินแดนในทะเลจีนใต้

       

       “แต่ทุกฝ่ายก็ต้องทำใจ ไม่เล่นกันแรงถึงขั้นแตกหัก” แฮรี่ ซา (Harry Sa) นักวิเคราะห์ ประจำ สถาบันการศึกษาระหว่างประเทศ เอส ราชารัตนัม (Rajaratnam School of International Studies) ในสิงคโปร์ กล่าว

       

       “ในด้านเศรษฐกิจ ตอนนี้ มิมีใครอาจปฏิเสธจีนได้ ต่างเปิดประตูต้อนรับจีน แม้ยังคงเผชิญหน้ากันในศึกชิงเกาะในทะเลจีนใต้อยู่ก็ตาม”

 

 

ขอบคุณที่มา : Manager Online