bg-head-3

ข่าวสาร

นโยบายทรัมป์จะส่งจีนเป็นผู้นำโลก?

 

หลังจากที่ โดนัลด์ ทรัมป์ ได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดีสหรัฐ หนึ่งในนโยบายที่ ทรัมป์ ได้นำเสนอมาตลอด ได้แก่ นโยบายการตั้งกำแพงภาษี

 

ซึ่งหนึ่งในเป้าหมายหลัก คือ จีน เนื่องจากจีนเป็นประเทศที่ได้ดุลการค้าจากสหรัฐในระดับที่สูงมาก โดยข้อมูลจากสำนักงานศุลกากรของจีนระบุว่า ปี 2559 จีนเกินดุลการค้าสหรัฐที่ 2.5 แสนล้านดอลลาร์ ดังนั้น ตลาดจึงมีความกังวลว่าเศรษฐกิจจีนจะได้รับผลกระทบเชิงลบอย่างรุนแรงจากนโยบายของทรัมป์ 

 

แต่ นักวิเคราะห์หลายราย เริ่มกลับมามองว่า แม้นโยบายของ ทรัมป์ อาจส่งผลกระทบเชิงลบต่อการค้าและเศรษฐกิจจีน แต่ในอีกมุมหนึ่ง นโยบายโดยรวมของทรัมป์อาจส่งเสริมให้จีนกลายเป็นผู้นำโลกได้ง่ายขึ้น ซึ่งเบื้องต้น หลายประเทศเริ่มหันหน้าเข้าหาจีน ที่กำลังเปิดเสรีมากขึ้นเรื่อยๆ ในหลายด้าน ทั้งการค้า การลงทุน ซึ่งตรงข้ามกับนโยบายของ ทรัมป์ ที่พยายามลดความสามารถทางการค้าของประเทศคู่ค้ากับสหรัฐ ซึ่งอาจเป็นการลดบทบาททางการค้าของสหรัฐในเวทีโลกไปโดยปริยาย อีกทั้งรัฐบาลจีนได้ใช้โอกาสนี้ในการประกาศว่าพร้อมที่จะขึ้นมาเป็นผู้นำโลกแทนสหรัฐ

 

ช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา นักวิเคราะห์หลายราย ประเมินว่า เศรษฐกิจจีนมีโอกาสแซงเศรษฐกิจสหรัฐขึ้นเป็นอันดับหนึ่งของโลก ในแง่ของขนาดเศรษฐกิจในอีก 17-20 ปีข้างหน้า เนื่องจากเศรษฐกิจจีนโตเร็วกว่าเศรษฐกิจสหรัฐพอสมควร แต่ไม่ได้มีการวิเคราะห์ถึงโอกาสที่จีนจะก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำโลกแต่อย่างใด

 

เมื่อพิจารณาจากความพร้อมในปัจจุบัน กอปรกับแนวโน้มที่นโยบายของ ทรัมป์ จะผลักดันให้หลายประเทศหันไปให้ความสำคัญกับจีนมากขึ้น บทบาทของจีนในการที่จะเป็นผู้นำโลกย่อมมีมากขึ้น อีกทั้งจีนมีความได้เปรียบในแง่ของจำนวนประชากรที่มีอยู่มาก ซึ่งหมายถึงจำนวนผู้บริโภคที่มีอยู่อย่างมหาศาล ขณะที่บริษัทจีนจำนวนมาก มีศักยภาพขยายการลงทุนไปยังต่างประเทศ หากสหรัฐตั้งกำแพงภาษีสำหรับสินค้าที่นำเข้าจากจีนเป็นการเฉพาะ บริษัทจีนก็สามารถย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศอื่นๆ เพื่อผลิตสินค้าส่งไปยังสหรัฐได้ดังเดิม

 

แต่ยังมีอีกหลายปัจจัย ที่ส่งผลให้จีนยังไม่สามารถแซงสหรัฐ เป็นผู้นำอันดับหนึ่งของโลกอย่างสมบูรณ์ในเร็วๆ นี้ สำหรับปัจจัยแรก ที่คงเป็นอุปสรรคต่อการเป็นผู้นำโลก ได้แก่ การเข้าถึงตลาดจีนที่ยังคงมีข้อจำกัดอยู่มาก ปัจจุบันจีนยังมีการจำกัดโควต้าการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติ ในตลาดหุ้นจีน และในหลายๆ อุตสาหกรรม ขณะที่รัฐบาลจีนพยายามเปิดเสรีมากขึ้น แต่ไม่สามารถเปิดเสรีอย่างสมบูรณ์ได้ในเร็วๆ นี้ เพราะรัฐบาลอาจควบคุมได้ยาก และอาจส่งผลลบต่อเศรษฐกิจโดยรวมในอนาคต

 

ทั้งนี้ จากข้อมูลรายงาน Doing Business 2560 ของ World Bank ที่ทำสำรวจความง่ายในการทำธุรกิจ (Ease of doing business) จีนถูกจัดอยู่ในอันดับ 78 จาก 190 ประเทศ ซึ่งปรับตัวดีขึ้นจากการสำรวจครั้งก่อนหน้า (ไทยอยู่อันดับ 46)

 

ปัจจัยต่อมาได้แก่ ความโปร่งใสของข้อมูล ซึ่งเป็นสิ่งที่นักวิเคราะห์ต่างชาติยังคงไม่แน่ใจว่า ข้อมูลที่รัฐบาลจีนรายงานมีความถูกต้อง เช่น จีดีพี การส่งออกนำเข้า เป็นต้น ส่งผลให้นักวิเคราะห์และนักลงทุนยังไม่เชื่อมั่นเต็มร้อยว่า เศรษฐกิจจีนแข็งแกร่งจริง และไม่แน่ใจว่ารัฐบาลตกแต่งตัวเลขเศรษฐกิจ และมีการซ่อนปัญหาต่างๆ ไว้หรือไม่

 

การพัฒนาคุณภาพของคนเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่สำคัญ ที่ผ่านมาจีนสามารถพัฒนาคนได้รวดเร็ว จนผลิตสินค้า และพัฒนาประเทศมาแข่งขันกับประเทศอื่นๆได้ แต่ประชากรจีนที่มีอยู่มาก จึงทำให้คุณภาพชีวิตประชากรยังคงมีความแตกต่างกันในหลายๆ ด้าน ซึ่งต้องใช้เวลาพัฒนาอีกสักระยะหนึ่ง

 

นอกจาก 3 ปัจจัยที่ระบุมานี้แล้ว ยังคงมีปัจจัยอื่นๆ เช่น จีนมักถูกประเทศอื่นๆ สกัดกั้นการขยายอิทธิพลทางเศรษฐกิจและการค้า ทรัพยากรธรรมชาติของจีนที่หมดลงเรื่อยๆ และปัญหาสิ่งแวดล้อมจากการที่เศรษฐกิจขยายตัวรวดเร็ว ปัญหาเรื่องสิทธิเสรีภาพ ปัญหาเรื่องคุณภาพสินค้า เป็นต้น

 

จากปัญหาต่างๆ ที่กล่าวมา แม้หลายประเทศหันมาให้ความสำคัญกับจีนมากขึ้น จากผลของนโยบายทรัมป์ แต่ในระยุอันใกล้นี้ จีนยังไม่น่าที่สามารถก้าวขึ้นมาเป็นประเทศผู้นำอันดับหนึ่งของโลกได้อย่างสมบูรณ์ เมื่อพิจารณาจากแนวทางการพัฒนาประเทศและศักยภาพของจีนแล้ว โอกาสที่ขนาดของเศรษฐกิจจีน จะขยับขึ้นแซงขนาดของเศรษฐกิจสหรัฐเป็นอันดับหนึ่งของโลกมีอยู่สูงมาก ซึ่งก็เพียงพอที่จะส่งผลให้จีน มีบทบาทในเวทีโลกเหนือสหรัฐได้ในอนาคต

 

 

ขอบคุณที่มา : กรุงเทพธุรกิจ