bg-head-3

บทความ

จีนศึกษา 12 ม.ค.2561 เรื่อง "ขอนำเสนอข้อมูลย้อนรำลึกถึงเหตุการณ์เมื่อ ๔๒ ปีที่แล้วเกี่ยวกับความอาลัยของประชาชนชาวจีนที่มีต่อการจากไปของนายโจว เอินไหล อดีตนายกรัฐมนตรีของจีน" โดยพันเอก ไชยสิทธิ์ ตันตยกุล

     จีนศึกษา (วันศุกร์ที่ ๑๒ ม.ค.๖๑) ขอนำเสนอข้อมูลย้อนรำลึกถึงเหตุการณ์เมื่อ ๔๒ ปีที่แล้วเกี่ยวกับความอาลัยของประชาชนชาวจีนที่มีต่อการจากไปของนายโจว เอินไหล อดีตนายกรัฐมนตรีของจีน ผู้ได้รับฉายา “สุภาพบุรุษนักการทูต” ที่ได้สร้างคุณูปการยิ่งใหญ่แก่ทั้งประเทศจีนและโลก เมื่อวันที่ ๘ ม.ค.๑๙๗๖ (พ.ศ.๒๕๑๙) ซึ่งมีประเด็นที่น่าสนใจดังนี้ 

 

๑. นายโจว เอินไหล เกิดที่เมืองหวยอัน(淮安)มณฑลเจียงซู เมื่อวันที่ ๕ มี.ค.๑๘๙๘ (พ.ศ.๒๔๔๑) เป็นนักรบ นักการเมือง นักการทูต เป็นคู่บารมีร่วมต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่กับนายเหมา เจ๋อตง จนพาประชาชาติจีนยืนขึ้นได้ ฝ่าวิกฤตขัดแย้งมากมายในยุคต้นสาธารณรัฐประชาชนจีน เป็นเรี่ยวแรงสำคัญในการนำจีนสู่เวทีสากล โดยเฉพาะในช่วงวัยหนุ่ม นายโจว เอินไหล มีบทบาทสำคัญในพรรคคอมมิวนิสต์ช่วงก่อตั้ง ทั้งด้านการรบ การเผยแพร่ความคิดของเหมา เจ๋อตง เมื่อรัฐบาลคอมมิวนิสต์สถาปนาสาธารณรัฐประชาชนจีนในปี ๑๙๔๙ (พ.ศ.๒๔๙๒) นายโจว เอินไหลก็ได้นั่งตำแหน่งนายกรัฐมนตรีมาจนถึงปี ๑๙๗๖ จนชาวจีนต่างเรียกขานท่าน ‘นายกโจว’ (周总理) กันจนติดปาก

 

๒. ผลงานที่สำคัญ

      ๒.๑ ขณะดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศช่วงปี ๑๙๔๙ - ๑๙๕๘ (พ.ศ.๒๔๙๒ - ๒๕๐๑) ได้สร้างคุณูปการโดดเด่นที่สุดในด้านการทูตระหว่างประเทศ หลังสงครามเกาหลีสิ้นสุดลง (ค.ศ.๑๙๕๐-๑๙๕๓) โดยสนับสนุนนโยบายทางการทูตแนวสันติวิธี 

      ๒.๒ หลังปี ๑๙๕๘ (พ.ศ.๒๕๐๑) แม้ว่านายโจว เอินไหล จะลงจากตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศแล้วก็ตาม แต่ก็ยังคงมีบทบาทสำคัญในการบัญชาการรบใน 'หมาก' ทางการทูตของจีน และยังเข้าร่วมการเจรจาทางการทูตครั้งสำคัญๆทั้งหมด โดยพาะเป็นหัวหอกสำคัญในการฟื้นฟูสัมพันธไมตรีกับมิตรประเทศกลุ่มทุนนิยมที่พัฒนาแล้ว อาทิ อังกฤษ และเชื่อมสัมพันธ์กับฝรั่งเศสในปีค.ศ.๑๙๖๔ (พ.ศ.๒๕๐๗) ซึ่งนับเป็นการเปิดม่านไม้ไผ่สู่ดินแดนยุโรปอย่างจริงจัง รวมไปถึงสหรัฐอเมริกา ทั้งยังเป็นผู้เสนอทิศทางการฟื้นฟูมิตรภาพจีน-ญี่ปุ่น นอกจากนี้ โจวเอินไหลยังมีการติดต่อกับประเทศแถบทวีปเอเชียและแอฟริกา โดยเดินทางไปเจริญสัมพันธไมตรีกับประเทศต่างๆในแถบนี้กว่า ๒๔ ประเทศ และในขณะเดียวกัน โจวเอินไหลผู้นี้เช่นกันที่เจรจาปัญหาชายแดนระหว่างจีนกับพม่าและประเทศเพื่อนบ้านอื่นๆได้เป็นผลสำเร็จด้วย

      ๒.๓ นายโจว เอินไหล มีบทบาทสำคัญในการผลักดันสมาชิกภาพของจีนในองค์การสหประชาชาติ หรือ UN จนกระทั่งในปี ๑๙๗๑ (พ.ศ.๒๕๑๔) จีนก็ได้เป็นสมาชิกถาวรของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติแทนที่สาธารณรัฐจีนหรือไต้หวัน 

      ๒.๔ นายโจว เอินไหล เป็นบุคคลสำคัญที่มีส่วนในการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทยและจีนในวันที่ ๑ ก.ค.๑๙๗๕ (พ.ศ.๒๕๑๘)

 

๓. ข้อสังเกต จุดเปลี่ยนที่ทำให้ไทยกับจีนเริ่มกลับมาสานความสัมพันธ์ต่อกัน หลังจากที่ห่างเหินกันไประยะเวลาหนึ่งจากปัญหาการต่อสู้ทางลัทธิการเมืองในยุคสงครามเย็น โดยเฉพาะเหตุการณ์สำคัญที่นำไปสู่การมีโอกาสพบปะกันระหว่างหัวหน้าคณะผู้แทนไทย คือพระองค์เจ้าวรรณไวทยากร (พลตรีพระเจ้าวรวงศ์เธอกรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์) รัฐมนตรีต่างประเทศของไทยขณะนั้น กับนายกรัฐมนตรีโจว เอินไหล ในการประชุมกลุ่มประเทศเอเชีย-แอฟริกา ที่เมืองบันดุง ประเทศอินโดนีเซีย เมื่อเดือน เม.ย.๑๙๕๕ (พ.ศ.๒๔๙๘) ซึ่งการได้พบปะพูดคุยกันในเวทีดังกล่าว ทำให้ผู้นำในรัฐบาลไทยรู้ว่า จีนแผ่นดินใหญ่ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด และรัฐบาลจีนก็มีนโยบาย "อยู่ร่วมกันโดยสันติ" หรือ “หลักปัญจศีล” หลังจากนั้น ความสัมพันธ์ระหว่างไทย-จีนก็เริ่มเดินหน้าอีกครั้งอย่างลับๆ จนนำไปสู่การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทยและจีนในวันที่ ๑ ก.ค.๑๙๗๕ (พ.ศ.๒๕๑๘)

 

บทสรุป มรดกทางความคิดที่สำคัญเรื่องหนึ่งของ นายโจว เอินไหล ที่ยังคงอยู่ในความทรงจำและเป็นยุทธศาสตร์ของประเทศก็คือ การแสดงวิสัยทัศน์และจุดยืนที่มั่นคงมาโดยตลอดว่า การจะทำให้จีนเป็นประเทศสังคมนิยมที่เข้มแข็ง ปัจจัยสำคัญคือ ความทันสมัยด้านวิทยาศาสตร์ และการสร้างรากฐานทางเศรษฐกิจก็จำเป็นต้องเริ่มจากพื้นฐานที่แท้จริงของจีนเอง พร้อมๆ กับแสวงหาความสมดุล กลมกลืน สันติสุขร่วมกับนานาประเทศ

 

ประมวลโดย :

พันเอก ไชยสิทธิ์ ตันตยกุล

 

( ข้อมูลจากเว็บไซต์ https://mgronline.com/china/detail/9610000002276 และเว็บไซต์ http://www.manager.co.th/china/viewnews.aspx?newsID=9530000090297 )