bg-head-3

บทความ

จีนศึกษา วันพฤหัสบดีที่ ๙ ม.ค.๖๓ ท่าทีของจีนต่อสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน

จีนศึกษา วันพฤหัสบดีที่ ๙ ม.ค.๖๓ ขอนำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับท่าทีของจีนต่อสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ซึ่งมีประเด็นที่น่าสนใจดังนี้

๑. เมื่อวันที่ ๖ ม.ค.๖๓ นายเกิ่ง ส่วง โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีน กล่าวในการประชุมแถลงข่าวว่า จีนกังวลอย่างมากต่อสถานการณ์ตะวันออกกลางในปัจจุบัน ซึ่งไม่มีใครอยากเห็นสถานการณ์ในภูมิภาคอ่าวเปอร์เซียและตะวันออกกลางเลวร้ายลง แม้ว่ามีรายงานข่าวว่า รัฐบาลสหรัฐฯ ได้ประกาศว่า หากอิหร่านโจมตีประชาชนหรือทรัพย์สินของสหรัฐฯ ไม่ว่าคนหรือสถานที่  สหรัฐฯ จะโจมตีเป้าหมาย ๕๒ แห่งของอิหร่าน และอิหร่านได้ออกมาตอบโต้ว่า เป้าหมายที่เป็นผลประโยชน์ของสหรัฐฯ ๓๕ แห่งในภูมิภาค ก็ล้วนตกอยู่ภายในเขตการโจมตีของอิหร่านแล้ว ทั้งนี้ จีนได้เสนอให้ฝ่ายต่างๆ ควรปฏิบัติตามวัตถุประสงค์และหลักการของกฎบัตรสหประชาชาติ ตลอดจนกฎเกณฑ์พื้นฐานของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ควรเคารพซึ่งอธิปไตยและบูรณภาพเหนือดินแดนของประเทศต่างๆ รักษาความมั่นคงและสันติภาพของภูมิภาคอ่าวเปอร์เซียและตะวันออกกลาง โดยจีนจะยืนหยัดจุดยืนที่เที่ยงธรรมต่อไป และแสดงบทบาทสร้างสรรค์เพื่อสันติภาพและความปลอดภัยของภูมิภาค

๒. ข้อคิดเห็นจากผู้สันทัดกรณีในตะวันออกกลางของจีน
     ๒.๑ หัว หลี่หมิง อดีตเอกอัครราชทูตจีนประจำอิหร่าน กล่าวว่า จีนมีผลประโยชน์สำคัญในต่างแดนโดยเฉพาะผลประโยชน์ด้านพลังงานในอิรักและอิหร่าน โดยจีนจะจับตาสถานการณ์นี้และช่วยทั้งสองฝ่ายป้องกันไม่ให้ขัดแย้งมากขึ้น ในขั้นนี้การดำเนินการทางการทูตเป็นสิ่งดีที่สุดที่ควรทำได้ นอกจากนี้ ไม่น่าจะเป็นไปได้ที่จีนจะส่งกำลังทหารเข้าไปในตะวันออกกลางมากขึ้นเพราะจะทำให้สถานการณ์ยุ่งยาก
     ๒.๒ จิน ชานหรง รองคณบดีวิทยาลัยการระหว่างประเทศศึกษา มหาวิทยาลัยเหรินหมิน วิเคราะห์ว่า การลอบสังหารนายพลคนสำคัญของอิหร่านชี้ให้เห็นว่า ยุทธศาสตร์ของสหรัฐฯ ต่อตะวันออกกลางล้มเหลว และพิสูจน์ได้ว่าสหรัฐฯ ไร้ความสามารถในการจัดการสถานการณ์ โดยเฉพาะการตัดสินใจลอบสังหารผู้นำหมายเลข ๒ ของอิหร่านแบบนี้แสดงให้เห็นว่า สหรัฐฯ ไม่มีทางเลือกที่ดีกว่าหรือไร้ความสามารถในการจัดการกับอิหร่านและกองกำลังต่างๆ ในอิรัก ด้วยวิธีที่สมเหตุสมผลและต้นทุนต่ำกว่านี้

บทสรุป

ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านดังกล่าวนั้น อาจกระทบต่อผลประโยชน์จีนในอ่าวเปอร์เซีย และความร่วมมือที่จีนได้ทำกับอิหร่านและอิรัก ดังนั้น รัฐบาลจีนจึงมุ่งดำเนินการใช้วิถีทางการทูตเพื่อป้องกันไม่ให้เหตุการณ์ลุกลามบานปลายไปมากกว่านี้ แต่ก็ต้องจับตาดูปฏิกิริยาของสหรัฐฯ ที่จะตอบโต้อิหร่าน หลังจากที่เมื่อวานนี้ (วันที่ ๘ ม.ค.๖๓)  สถานีโทรทัศน์ของทางการอิหร่านได้รายงานว่า กองทัพปฏิวัติอิสลามของอิหร่าน (IRGC) ได้ยิงขีปนาวุธโจมตีฐานทัพของสหรัฐฯ ในประเทศอิรัก ทำให้มีทหารสหรัฐฯ เสียชีวิตอย่างน้อย ๘๐ นายและอาวุธยุทโธปกรณ์ของสหรัฐฯ อีกจำนวนหนึ่ง ในขณะที่กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ก็ได้ออกมายอมรับว่ามีการโจมตีฐานทัพ Ayn al-Asad Airbase ที่เมือง Al Anbar และฐานทัพสหรัฐฯ ในเมือง Erbil ในประเทศอิรัก

ประมวลโดย พลตรี ไชยสิทธิ์ ตันตยกุล

ข้อมูลจากเว็บไซต์ 

http://www.xinhuanet.com/english/2020-01/06/c_138683092.htm 

http://thai.cri.cn/20200107/66f4bda3-6c06-a35a-4285-72cbfe66f773.html 

 http://www.chinaembassy.or.th/eng/fyrth/t1730049.htm 

 http://www.chinaembassy.se/eng/fyrth/t1729747.htm 

 https://www.bangkokbiznews.com/news/detail/861104 

 https://www.newcastleherald.com.au/story/6568773/china-says-us-aggravating-mid-east-tension/?cs=7579